บทที่ 30 ดาบโบราณเย็นเยียบ หล่อมาหลายพันปี
###
ยามรุ่งสาง ท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกของวัน รถม้าคันหนึ่งค่อย ๆ แล่นเข้าสู่เมืองชิงโจว
จางจิ่วหยางเปิดม่านขึ้นเบา ๆ พลางมองสำรวจเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในแคว้นชิงโจวอย่างเงียบ ๆ
เขาเห็นกำแพงเมืองสูงใหญ่ แข็งแกร่งตระหง่าน มีร่องรอยตะไคร่น้ำเกาะอยู่บางส่วน บ่งบอกถึงความเก่าแก่และผ่านกาลเวลามายาวนาน
บนกำแพงเมืองมีทหารสวมชุดเกราะถือหอกยืนเรียงรายเป็นระเบียบ ท่าทางองอาจสง่างาม
แม้ว่าท้องฟ้าจะยังคงเป็นยามเช้าตรู่ แต่ในเมืองชิงโจวก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ถนนกว้างขวางมีร้านค้าต่าง ๆ เปิดทำการตั้งแต่เช้าตรู่ ชาวบ้านที่หาบของเร่ขาย เสียงร้องเรียกของพ่อค้า และเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นหยอกล้อกัน ดูราวกับภาพวาดที่กำลังถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ
ศีรษะเล็ก ๆ ของอาหลี่โผล่ออกมาจากด้านหลังของจางจิ่วหยาง นางมองสำรวจรอบด้านด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น
“พี่จิ่ว นี่คือเมืองชิงโจวเหรอ? ใหญ่มากเลย!”
อาหลี่ซึ่งเคยอาศัยอยู่เพียงในอำเภออวิ๋นเหอมาก่อน รู้จักเมืองชิงโจวแค่จากคำบอกเล่าเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าจะใหญ่โตถึงเพียงนี้
แต่จางจิ่วหยางกลับมองเห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
“พ่อบ้านโจว ในเมืองชิงโจวของพวกท่าน ธูปเทียนบูชาพุทธศาสนาช่างรุ่งเรืองนักหรือ?”
ตลอดทางที่ผ่านมานั้น เขาสังเกตเห็นพระสงฆ์อยู่หลายรูป อีกทั้งชาวบ้านในท้องถิ่นต่างก็แสดงความเคารพยำเกรงต่อพระสงฆ์เหล่านั้น โดยการประนมมือไหว้ตั้งแต่ไกล
ชายวัยกลางคนที่กำลังขับรถม้าคือพ่อบ้านของตระกูลโจวในเมืองชิงโจว เมื่อได้ยินดังนั้นก็กล่าวตอบ “จางเต๋าฝ่า ท่านคงยังไม่รู้ พระเหล่านั้นล้วนมาจากวัดจินเซิน”
“วัดจินเซิน(กายทอง)หรือ?”
“วัดจินเซินเพิ่งเปลี่ยนชื่อมาไม่นาน ก่อนหน้านี้ชื่อว่าวัดซีซัว เดิมทีไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก แต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีพระธุดงค์นามว่า‘หลวงจีนเหนิงเหริน’มาพำนักที่วัดนี้ ท่านผู้นี้มีความลี้ลับพิเศษ ทำให้ชื่อเสียงของวัดแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว”
“แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดจินเซิน? หรือว่าหลวงจีนเหนิงเหรินท่านนี้บรรลุธรรมจนมีร่างทองคำ?”
จางจิ่วหยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ตามคำกล่าวของเกาเหริน การที่พระสงฆ์จะบรรลุถึงขั้นที่มีร่างเป็นทองคำได้นั้น ล้วนเป็นผู้มีบารมีสูงส่งและมีพลังอำนาจมหาศาล หากมีพระลักษณะเช่นนี้อยู่ในเมือง เหตุใดเมืองชิงโจวจึงยังมีสิ่งชั่วร้ายคุกคาม?
พ่อบ้านโจวเผยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “หลวงจีนอะไรเล่า พระเหนิงเหรินรูปนี้โลภมากกว่าขุนนางเสียอีก หากคนธรรมดาต้องการขอความช่วยเหลือจากเขา จะต้องถวายรูปปั้นทองคำให้วัดเสียก่อน ไม่นานนักวัดทั้งวัดก็กลายเป็นทองเหลืองอร่ามไปทั่ว จึงได้ชื่อว่าวัดจินเซิน”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ที่จริงแล้ว ตอนที่นายท่านของเราถูกของเข้าสิง ข้าก็ไปขอให้หลวงจีนเหนิงเหรินช่วย แต่เขากลับเรียกร้องเอาทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของนายท่านเพื่อแลกกับการช่วยเหลือ ช่างโลภมากเกินไปจริง ๆ!”
เพราะเหตุนี้ เมื่อเขาได้ยินข่าวว่าที่อำเภออวิ๋นเหอมีเซียนครึ่งองค์อย่างจางจิ่วหยางอยู่ จึงรีบเดินทางไกลไปเชิญตัวมาในทันที
เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูลโจวแล้ว ดาบไท่เยว่แม้จะล้ำค่า แต่ก็นับว่าเล็กน้อย
ไม่นานนัก รถม้าก็มาถึงจวนตระกูลโจว
จวนตระกูลโจวตั้งอยู่บนถนนตงหลีในเมืองชิงโจว บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย ประตูใหญ่สีแดงสดดูโอ่อ่าสง่างาม พร้อมด้วยรูปปั้นสิงโตหินสองตัวที่ตั้งอยู่หน้าประตูดูทรงอำนาจและสมจริง
จางจิ่วหยางหยุดเดินอย่างกะทันหัน มองรูปปั้นสิงโตหินสองตัวนั้นด้วยสายตาคล้ายครุ่นคิด
เมื่อเห็นดังนั้น พ่อบ้านโจวเริ่มมีท่าทีวิตกกังวลลอบมองจางจิ่วหยางด้วยความระแวง
ตามหลักฮวงจุ้ย การวางรูปปั้นสิงโตหินหน้าประตูบ้านมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องให้ตัวหนึ่งอ้าปากและอีกตัวปิดปาก สิงโตที่อ้าปากนั้นหมายถึงการรับทรัพย์ ส่วนตัวที่ปิดปากนั้นคือการเก็บรักษาทรัพย์ สื่อความหมายถึงทรัพย์สินที่มีแต่เข้าและไม่ออก
อีกทั้งสิงโตยังถือเป็นสัตว์ที่ช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย การวางรูปปั้นสิงโตหินไว้หน้าประตูบ้านจะช่วยเพิ่มพลังหยางให้แก่เจ้าบ้าน ขับไล่สิ่งชั่วร้ายและปกป้องความสงบสุขของครอบครัว
ทว่าตอนนี้ในสายตาของจางจิ่วหยาง รูปปั้นสิงโตหินทั้งสองกลับมีสภาพที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ร่างของสิงโตเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียม สิงโตที่อ้าปากนั้นพ่นควันดำออกมา ส่วนตัวที่ปิดปากนั้นดวงตาเป็นสีแดงฉานเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ลูกตาสีแดงสดขยับไหวเล็กน้อยราวกับกำลังจ้องมองจางจิ่วหยางอยู่
เสียงร้องโหยหวนของเหล่าภูตผีดังขึ้นในหูของเขา
“เจ้าพวกนักพรต จงเลิกยุ่งเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียที!”
“ไปซะ!”
“ไปให้พ้นจากที่นี่!”
......
“ท่านจาง! ท่านจาง!”
เสียงของพ่อบ้านโจวดังขึ้น ทำให้จางจิ่วหยางสะดุ้งเล็กน้อย ทุกอย่างรอบตัวกลับมาเป็นปกติ รูปปั้นสิงโตหินสองตัวยังคงยืนเงียบสงบอยู่หน้าประตู ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพลวงตา
แต่จางจิ่วหยางรู้ดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นเป็นการเตือนและแสดงอำนาจของวิญญาณร้ายภายในจวนโจว
“พี่จิ่ว ของในจวนนี้ดูดุร้ายนะ~”
เสียงใสของอาหลี่ดังขึ้น นางกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางดูตื่นเต้นและพร้อมที่จะลุย
อาจเป็นเพราะสายเลือดของผู้เดินวิญญาณ นางจึงไม่มีความกลัวต่อวิญญาณร้ายแต่อย่างใด สมัยที่นางเพิ่งเสียชีวิตจากการจมน้ำได้ไม่นาน นางยังกล้าใช้เขี้ยวกัดวิญญาณของอวิ๋นเหนียงที่เกือบกลายเป็นผีร้าย
“พี่จิ่ว ถ้าท่านทำดาบปราบมารเสร็จแล้ว อย่าลืมทำมีดหั่นผักให้ข้าสองเล่มด้วยนะ~”
อาหลี่พูดด้วยท่าทีออดอ้อน แต่เนื้อหาที่นางพูดกลับทำให้คนฟังเหงื่อตก
จางจิ่วหยางนึกภาพอาหลี่ถือมีดหั่นผักสองเล่มไล่ฟันเหล่าผีสางปีศาจ ก็อดรู้สึกผิดกับลุงเจียงไม่ได้ รู้สึกเหมือนเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจนผิดรูปผิดร่างไปเสียแล้ว
“พ่อบ้านโจว นำทางเถอะ ข้าขอดูดาบไท่เยว่ก่อน”
จางจิ่วหยางยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
แม้ว่าวิญญาณร้ายในจวนนี้จะดุร้าย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอวิ๋นเหนียงแล้วยังถือว่าอ่อนกว่า ต่อให้สู้ไม่ได้ เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ และเพื่อสร้างดาบปราบมาร เขาจึงยินดีที่จะลองเสี่ยงดู
เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อบ้านโจวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางคิดในใจว่าไม่เสียทีที่เป็นท่านจาง
ก่อนหน้านี้เขาเคยเชิญนักพรตและพระหลายคนมาแล้ว แต่ล้วนแต่พูดจาโอ้อวด ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตูจวนก็พากันหน้าซีดตัวสั่น ไม่กล้าเข้าไป
มีเพียงท่านจางเท่านั้น แม้จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ก็ยังคงท่าทีสงบนิ่ง
“เชิญทางนี้ขอรับ ท่านจาง”
เสียงของพ่อบ้านโจวฟังดูเคารพนอบน้อมมากขึ้น
จวนโจวนั้นใหญ่โตโอ่อ่า ดูจะยิ่งใหญ่กว่าคฤหาสน์ตระกูลฉุยในอำเภอตงกวงเสียอีก ภายในมีต้นไม้และพืชหายากมากมาย อีกทั้งยังมีศาลาและภูเขาจำลอง ราวกับสวนสไตล์เจียงหนาน
จางจิ่วหยางอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นโลกก่อนหน้านี้ คฤหาสน์ที่งดงามเช่นนี้คงมีมูลค่ามหาศาล
ทว่าในบรรยากาศอันโอ่อ่านี้กลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบผิดปกติ เหล่าคนรับใช้ในจวนต่างพากันก้มหน้าก้มตาเดินด้วยท่าทีหวาดกลัว
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงหน้าหอคอยสีแดงสด สูงใหญ่ซึ่งมีกุญแจล็อกอยู่ถึงสามดอก
พ่อบ้านโจวหยิบกุญแจออกมาไขทีละดอกพลางกล่าวว่า “ดาบไท่เยว่เล่มนั้นอยู่ในนี้ขอรับ”
เมื่อผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมของกำยานก็ลอยมาจาง ๆ ภายในห้องกว้างขวางดั่งพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม มีวัตถุโบราณล้ำค่ามากมายจัดแสดงอยู่
ภาพวาด ตราประทับ เงินพดด้วง เครื่องเคลือบ…
มากมายจนแทบนับไม่ถ้วน
จางจิ่วหยางอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจในความมั่งคั่งของเจ้าบ้านโจว
ในตำแหน่งใจกลางของห้อง มีแท่นตั้งดาบที่ประดับด้วยดาบโบราณเล่มหนึ่ง ดาบเล่มนั้นยังอยู่ในฝักซึ่งทำจากไม้สีดำสลักลวดลายเมฆซับซ้อน บนด้ามดาบประดับด้วยหยกขาวไร้ตำหนิ อีกทั้งยังมีพู่ดาบสีทองห้อยอยู่ที่ปลายด้าม ซึ่งลอยไหวไปมาเบา ๆ ตามสายลม
แม้จะยังไม่ได้ชักออกจากฝัก แต่จางจิ่วหยางกลับสัมผัสได้ถึงพลังคมกริบอันไร้รูปที่แผ่ออกมา
อาหลี่แอบซ่อนตัวอยู่หลังจางจิ่วหยางก่อนจะกล่าวเบา ๆ ว่า “พี่จิ่ว ดาบเล่มนี้ดูเหมือนจะขู่ผีได้เลยนะ”
แม้ดาบไท่เยว่จะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังนักในปัจจุบัน แต่เดิมทีนี่คือดาบประจำตัวของแม่ทัพเยว่จิ้งจง ซึ่งเคยใช้มันนำทัพออกศึกสังหารศัตรูนับไม่ถ้วน จนเปื้อนไปด้วยโลหิตมากมาย
ตามความเชื่อในหมู่ชาวบ้าน แม้แต่มีดเชือดหมูของพ่อค้าก็ยังมีอำนาจข่มวิญญาณร้ายได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดาบที่ผ่านสมรภูมิเลือดมาอย่างโชกโชนเช่นนี้
เพียงแค่ได้เห็นดาบไท่เยว่ในครั้งแรก จางจิ่วหยางก็มั่นใจว่าดาบเล่มนี้เหมาะสมสำหรับการหลอมสร้างดาบปราบมารอย่างแน่นอน
เคร้ง!
จางจิ่วหยางชักดาบออกจากฝัก ใบดาบเป็นสีเงินใสสะอาดดุจผืนน้ำใสในฤดูใบไม้ร่วง สะท้อนแสงในดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เขายกนิ้วขึ้นดีดเบา ๆ เสียงดาบดังกังวานสะท้านก้องราวเสียงคำรามของมังกร แฝงไว้ด้วยพลังอันน่าหวั่นเกรง
“ดาบโบราณเย็นเยียบ หล่อมาหลายพันปี
แสงขาวรับตะวันจันทร์ พลังม่วงปัดเมฆดาว”
จางจิ่วหยางร่ายบทกวีของไป๋จวีอี้เบา ๆ พลางรู้สึกถึงกระแสพลังที่แผ่ซ่านในใจ ดวงตาของเขายิ่งฉายแววคมกริบและสว่างไสว
ดาบไท่เยว่เล่มนี้ เขาจะต้องได้มันมา!