ตอนที่ 30 พระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ
ตอนที่ 30 พระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ
หลิวเจิ้งสงมองฉู่เสวียนตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นศิษย์คนนี้
“ตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับไหนแล้ว แต่เท่าที่ข้าคิด อย่างน้อยเจ้าก็น่าจะอยู่ในช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 8 ใช่หรือไม่ ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสามารถบ่มเพาะได้เร็วขนาดนี้” หลิวเจิ้งสงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
ฉู่เสวียนพยักหน้า เขาไม่อยากจะบอกว่าเขาอยู่ในช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 9 แล้ว เนื่องจากหลิวเจิ้งสงคิดว่าเขาอยู่ในขั้นที่ 8 ดังนั้นก็ควรให้เขาเข้าใจแบบนั้นจะดีกว่า เพราะไม่มีประโยชน์อันใดที่จะป่าวประกาศความแข็งแกร่งออกมา
"เอาล่ะ! ในบรรดาศิษย์ที่อยู่ในช่วงกลั่นลมปราณ เจ้าคือคนที่อยู่ในระดับสูงสุด!" หลิวเจิ้งสงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
" ตามข้าไปที่คฤหาสน์ตระกูลอู๋ก่อนเถิด ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้เจ้าเลื่อนระดับต่อไปได้อีก!"
แต่เมื่อได้ยิน ฉู่เสวียนก็รีบส่ายหัวปฏิเสธทันที เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรเขาก็ต้องไปที่ดาวเคราะโลกาวินาศเป็นระยะ ๆ เขาจะมารวมตัวอยู่กับสาวกนิกายอู๋จี๋ทั้งกลางวันและกลางคืนได้อย่างไร
เมื่อพบปะผู้คนเป็นประจำ ความลับของเขาก็จะต้องถูกเปิดเผย
การที่เขาสามารถเดินทางข้ามมิติจากทวีปชางเสวียนไปยังดาวเคราะห์โลกาวินาศได้อย่างอิสระนั้น ถือเป็นไพ่ตายที่สุดสำหรับเขา จะให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
หลิวเจิ้งสงตกตะลึงเล็กน้อย ฉู่เสวียนกล้าปฏิเสธเขาจริงหรือ? ใบหน้าของเขาดูน่าเกลียดขึ้นมาทันที
ฉู่เสวียนจึงรีบพูดว่า "อาจารย์อาหลิว ข้ามั่นใจว่าข้ามีความสามารถในการกลั่นน้ำอัมฤทธิ์โลหิตเพื่อเข้าสู่ช่วงสร้างรากฐานได้ แต่ถ้าท่านใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่ท่านมีมาช่วยข้าให้เข้าสู่ช่วงสร้างรากฐาน ข้าเกรงว่ามันจะทำให้ศิษย์พี่ ศิษย์น้องคนอื่นๆไม่พอใจเอาได้ขอรับ เพราะถึงอย่างไรนิกายอู๋จี๋ก็ถูกทำลายแล้ว ศิษย์ที่เหลือของเราควรร่วมมือกันอย่างจริงใจ ข้าไม่อยากไปกวนน้ำให้ขุ่น"
หลิวเจิ้งสงเบิกตากว้าง จริงๆแล้วเขาก็รู้สึกประทับใจฉู่เสวียนเล็กน้อย เพราะชายผู้นี้ถือว่าเป็นต้นกล้าที่ยอดเยี่ยม!
แต่ตอนนี้เขารู้ว่าฉู่เสวียนมีจิตใจที่แข็งแกร่ง รักอิสระ มีความแน่วแน่ และยังห่วงใยผู้อื่น เหตุใดเขาถึงไม่ให้ความสนใจศิษย์คนนี้มาตั้งนานแล้ว ?
หากว่าย้อนเวลากลับไปได้ ตอนที่นิกายอู๋จี๋ยังอยู่ในจุดสูงสุด เขาคงจะขอให้อาจารย์ของเขาฝึกฝนฉู่เสวียนคนนี้อย่างจริงจัง ทุ่มเททรัพยากรที่มีเพื่อช่วยให้เขาเข้าสู่ช่วงสร้างรากฐานให้ได้โดยเร็วที่สุด
เพื่อให้นิกายอู๋จี๋มีเสาหลักที่อยู่ในช่วงสร้างรากฐานอีกต้นหนึ่ง แต่ตอนนี้มันยากที่จะแก้ไขอะไรได้แล้ว ดังที่ฉู่เสวียนได้บอกว่าตอนนี้ผู้บำเพ็ญสายมารอย่างพวกเขากำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอ และมีทรัพยากรที่จำกัด หากเขามอบทรัพยากรทั้งหมดให้กับฉู่เสวียน ทรัพยากรการบ่มเพาะของศิษย์คนอื่น ๆ ก็จะลดลงตามธรรมชาติ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้กังวลเรื่องความขาดแคลน แต่พวกเขาก็กังวลเรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน
การทุ่มเททรัพยากรไปให้กับคน ๆ เดียว ย่อมนำไปสู่การแตกแยกของเหล่าศิษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
“เจ้า...” หลิวเจิ้งสงพูดไม่ออก
ฉู่เสวียนได้พูดออกมาอีกครั้ง “ข้าเต็มใจที่จะดูแลตัวเอง ขอให้อาจารย์อาอย่าได้โทษตัวเองเลยขอรับ”
“อนิจจา…” หลิวเจิ้งสงได้แต่ถอนหายใจ “ถ้าตอนนี้นิกายของเรายังอยู่ พวกเขาคงไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยมองดูคนมีพรสวรรค์เช่นเจ้าเดินออกไปอย่างนี้แน่นอน”
ฉู่เสวียนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เมื่อหลิวเจิ้งสงพูดเช่นนี้ ก็แสดงว่าเขาไม่ได้บังคับตนให้อยู่กับศิษย์คนอื่นๆของนิกายอู๋จี๋อีกต่อไป
ฉู่เสวียนจึงกล่าวออกมาอีกครั้งว่า "อย่างไรก็ตาม ข้ายังจำเป็นที่จะต้องศึกษาพระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจอยู่ดี จึงอยากรู้ว่าพระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจที่อยู่ในมือของอาจารย์อานั้นมีราคาเท่าไหร่หรือขอรับ?"
หลิวเจิ้งสงยิ้มและพูดว่า "ไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ข้าหรอก ข้าซื้อพระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ และเอามาคัดลอกได้หลายเล่มแล้ว ข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ทันที แต่ข้ายังต้องคิดถึงลูกศิษย์คนอื่นๆในนิกายด้วย... เจ้าพอจะมีลูกปัดโลหิตอยู่บ้างไหม?”
“เจ้าเอาลูกปัดโลหิตหนึ่งร้อยเม็ดมาแลกกับพระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจนี้ก็ได้ ข้าจะให้สำเนานี้แก่เจ้าไป”
ฉู่เสวียนรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก “พระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ” เป็นเทคนิคที่สำคัญของผู้บำเพ็ญช่วงสร้างรากฐาน แม้ว่าจะถูกคัดลอก แต่ก็จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการซื้อ เมื่อแปลงเป็นหินจิตวิญญาณระดับเล็ก จะมีราคาอย่างน้อย 2,500 ก้อน แต่ลูกปัดโลหิตหนึ่งร้อยเม็ดนั้น หากตีเป็นราคา ก็จะมีราคาประมาณ 200-300 ก้อนหินวิญญาณ
หลิวเจิ้งสงขายให้เขาในราคานี้ ก็ไม่ต่างจากมอบให้เขาเปล่าๆเลย
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีลูกปัดโลหิตเป็นจำนวนมาก แต่ฉู่เสวียนก็ไม่ได้นำพวกมันออกมาทันที เขามี..แต่ก็ต้องเล่นตัวกันบ้าง ไม่เช่นนั้นหลิวเจิ้งสงจะรู้ว่าเขามีลูกปัดโลหิตอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก ท้ายที่สุดแล้วหัวใจของผู้คนก็ยากแท้หยั่งถึง เป็นเรื่องดีที่ต้องระวังตัวไว้ก่อน
ฉู่เสวียนยิ้มออกมาด้วยสีหน้าเขินอาย "อาจารย์อา ข้ามีลูกปัดโลหิตแค่ห้าสิบเม็ดเท่านั้น ที่เหลือสามารถแบ่งเป็นหินวิญญาณได้หรือไม่"
หลิวเจิ้งสงโบกมือ "ห้าสิบเม็ดก็พอ ข้าไม่ได้ใช้มันแล้ว ส่วนใหญ่ข้าจะเอาให้ศิษย์ที่อยู่ในช่วงกลั่นลมปราณ”
ฉู่เสวียนพยักหน้าและยื่นลูกปัดโลหิตให้โดยไม่ลังเล จากนั้นหลิวเจิ้งสงก็นำสำเนาของ "พระสูตรกลั่นโลหิตปีศาจ" ออกมามอบให้ฉู่เสวียน
“เอาล่ะ รีบออกไปเถิด” หลิวเจิ้งสงกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“โอวหยางห่าวหลบหนีไปด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส ข้าเกรงว่าอีกไม่นานนิกายเสินกังจะต้องออกมาตามหาคนของเรารอบๆ ตรอกไท่ผิงอย่างแน่นอน อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย หากเจ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็มาหาข้าที่คฤหาสน์ตระกูลอู๋ได้เสมอ”
ฉู่เสวียนตกตะลึง โอวหยางห่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสและหลบหนีไปอย่างนั้นหรือ?
ร่างของชายคนนั้นนอนแน่นิ่งอยู่ในถุงเก็บของของเขาต่างหาก
ทว่าฉู่เสวียนก็ไม่ได้บอกความจริง แต่กลับพยักหน้าแทน
จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไป
...
คฤหาสน์ตระกูลอู๋
หลิวเจิ้งสงถอดหน้ากากออด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ช่างเป็นต้นกล้าที่ดีจริงๆ..เสียดายที่ไม่สามารถเอากลับมาบ่มเพาะได้
เมื่อเห็นว่าหลิวเจิ้งสงกลับมาแล้ว เฉินเกอ, เว่ยหัว, สวีหมิง, ไป่เฟิงและศิษย์คนอื่น ๆ ก็รีบเดินมาหาอาจารย์ของพวกเขาทันที
“อาจารย์อา ท่านพบศิษย์คนนั้นแล้วหรือยังขอรับ?” สวีหมิงรีบถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
หลิวเจิ้งสงยิ้มแล้วพูดว่า "เจอแล้ว"
"แล้วเขาเป็นใครหรือขอรับ" ทุกคนดูอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก
หลิวเจิ้งสงเหลือบมองสวีหมิงด้วยสีหน้าแปลก ๆ "เจ้าน่าจะจำเขาได้ดีเลยล่ะ"
สวีหมิงตกตะลึง และถามออกมาว่า "ข้าจำเขาได้อย่างนั้นหรือ?"
เฉินเกอ,เว่ยหัว, ไป่เฟิงและศิษย์คนอื่น ๆ ต่างก็เกาหัวด้วยความงุนงง
หลิวเจิ้งสงหัวเราะออกมา และพูดว่า "เอาล่ะ ข้าจะไม่ปิดบังพวกเจ้าก็แล้วกัน เขาคือฉู่เสวียน ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 8 แล้ว"
หลังจากพูดเช่นนี้ สวีหมิงก็เบิกตากว้างและพูดไม่ออกเป็นเวลานาน
ตอนนี้เขากำลังฝึกฝนอย่างหนัก หนักกว่าเดิมมาก ทว่าเขากลับเพิ่งเข้าสู่ช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 5 เท่านั้น และยังห่างไกลจากการขั้นที่ 6 เป็นอย่างมาก
แต่ไอ้สารเลวฉู่….ฉู่เสวียน ผู้ที่มีคุณสมบัติปานกลางกลับทะลวงไปถึงช่วงกลั่นลมปราณชั้นที่ 8 แล้วอย่างนั้นหรือ?
เป็นไปไม่ได้!
เฉินเกอ, เว่ยหัว, ไป่เฟิงและศิษย์คนอื่น ๆ ที่ได้ยินต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน
ซึ่งความคิดของพวกเขาก็ไม่ต่างไปจากสวีหมิงเลย
ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร ก็นึกไม่ออกว่าเหตุใดเขตแดนของฉู่เสวียนถึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
นับตั้งแต่ที่นิกายอู๋จี๋ถูกทำลายลงไป เขาใช้เวลาไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ แต่กลับกระโดดจากขั้นที่ 4 ขึ้นไปถึงขั้นที่ 8 ของช่วงกลั่นลมปราณได้แล้ว?
ในเวลานี้ จู่ๆ เฉินเกอก็จำบางอย่างขึ้นมาได้ และพูดออกมาด้วยความตื่นเต้นว่า "เป็นไปได้ไหมว่าร่างของศิษย์นิกายเสินกังทั้งสามร่างที่เราเจอตอนหลบหนีไปนั้นจะเป็นฝีมือของศิษย์พี่ฉู่"
หลิวเจิ้งสงเลิกคิ้ว "ก็อาจจะเป็นไปได้"
"หากว่าผู้บำเพ็ญช่วงกลั่นลมปราณขั้นที่ 8 ทำการโจมตีอย่างรุนแรง ก็จะสามารถฆ่าผู้บ่มเพาะทั้งสามคนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวได้อย่างแน่นอน"
เฉินเกอกล่าวอย่างมีความสุข "สวีหมิง เจ้าเห็นหรือไม่ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเป็นฝีมือของศิษย์พี่ฉู่!”
สวีหมิงมีสีหน้าที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เขารู้สึกมาโดยตลอดว่าตราบใดที่เขาฝึกฝนอย่างหนัก เขาก็จะสามารถเอาชนะฉู่เสวียนได้ เพราะสำหรับเขาแล้ว ฉู่เสวียนไม่ถือว่าแข็งแกร่งมากนัก
แต่ตอนนี้ความจริงได้ตบหน้าของเขาอย่างแรง
ฉู่เสวียนไม่เพียงแต่ทรงพลังเท่านั้น แต่ยังเหนือกว่าเขาอีกด้วย!
เว่ยหัว, ไป่เฟิง และศิษย์คนอื่น ๆ ได้แต่ถอนหายใจออกมา "ศิษย์พี่ฉู่ออกผจญภัยเพียงลำพัง คงจะเจอสมบัติบางอย่างเข้าโดยบังเอิญ เขตแดนของเขาถึงได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ ข้าล่ะอิจฉาเขาจริงๆ"
หลิวเจิ้งสงเอื้อมมือเอาของบางอย่าง ออกมาจากแหวนเก็บของ " นี่คือลูกปัดโลหิตห้าสิบเม็ด พวกเจ้าล่ะ มีลูกปัดโลหิตกี่เม็ด นี่คือทรัพยากรที่ฉู่เสวียนนำมาแลกเปลี่ยนกับข้า”
“สวีหมิง เจ้าไม่ต้องการมันหรือ?” เว่ยหัวถาม
"ข้า..." สวีหมิงมองดูลูกปัดโลหิตเหล่านั้น และรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในลำคอ
“ถ้าเจ้าไม่ต้องการมัน เช่นนั้นเราจะแบ่งมันเท่าๆ กัน” เฉินเกอหัวเราะเบา ๆ
“ข้าต้องการมัน!” สวีหมิงกัดฟันและรีบคว้าลูกปัดโลหิตออกไปทันที