Chapter 789 เหนื่อยล้าทั้งใจและกาย
โลงศพขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าจงซานเวลานี้ มันได้แผ่กลิ่นอายที่เงียบสงบไปจนถึงความรู้สึกอ้างว้างไร้ที่สิ้นสุด.
ความรู้สึกนี้ แม้นว่าจะแผ่ออกมาเพียงเล็กน้อย ทว่าทุกคนที่จับจ้องก็รู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาบาง ๆ ความเหงาอ้างว้าง ที่ทำให้ทุกคนสับสน.
เป็นความเศร้าที่ไม่สามารถขัดขืนได้?
สายตาของทุกคนที่จ้องมองโลงศพสีม่วงด้วยท่าทางจริงจัง!
"จงซานมันคืออะไรอย่างงั้นรึ? ทำไมมันถึงทำให้ข้า ต้องอยากร้องไห้ด้วยล่ะ?"เทียนหลิงเอ๋อที่กุมแขนเสื้อของจงซาน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย.
"ใครที่อยู่ในโลงศพนี้กัน?"กู่เฉียนโหยวที่สูดหายใจลึกระงับความเศร้าเอาไว้.
เป็นใครกัน?
คิดถึงสถานะของกงเชียนแล้ว ภายในใจของทุกคนที่รัดแน่น สิ่งนี้คือสิ่งที่กงเชียนให้ความสำคัญ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมันมาอยู่ที่นี่?
"หนี่ปู่ซา พวกเจ้าเข้าไปในแดนเทพอมตะได้อย่างไร?"จงซานสอบถาม.
"พวกเราได้ใช้วิชาลับสวรรค์ลี้ลับ พลางตัวเข้าไป ไม่มีใครพบพวกเราเลย กงเชียนเองคงจะมั่นใจจนเกินไป รอบ ๆ โลงศพม่วงนี้จึงไม่มีค่ายกลใด ๆ วางอยู่เลย."หนี่ปู่ซาตอบ.
"ฝ่าบาท สิ่งที่อยู่ด้านในนี้คืออะไรกัน?"หวังคูที่กล่าวเสียงสั่นเช่นกัน.
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ภายในใจของพวกเขาที่หนักอึ้ง จนไม่กล้าที่จะคาดเอาสิ่งของที่อยู่ด้านใน.
นี่คืออะไร?เพราะว่าทุกคนต่างรู้สึกได้ว่า หากว่าเรื่องนี้ถูกส่งออกมา ไม่ใช่แค่กงเชียนเท่านั้นแน่ที่ต้องการ บางทีคนจากโลกใบใหญ่เองคงจะต้องการเข้าร่วมแย่งชิงด้วยแน่ หากเรื่องนี้แผ่ออกไปจะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ ๆ .
"ไม่ว่าจะคาดเดาอย่างไร ก็ไม่สามารถบอกได้จริง ยังไงซะการเปิดออกน่าจะชัดเจนที่สุด!"จงซานที่กล่าวพลางกลืนน้ำลายลงคอ.
"อืม!"ทุกคนทีพยักหน้ารับ.
"เปิดได้หรือไม่?"จงซานที่จ้องมองไปยังเซียนเซิงซือ.
"ครับ!"เซียนเซิงซือพยักหน้า.
"งั้นก็เปิดโลงศพ!"จงซานที่กล่าวอย่างเคร่งขรึม.
"รับทราบ!"
ทุกคนที่เปลี่ยนเป็นเงียบจดจ้องมองไปยังเซียนเซิงซือ.
เซียนเซิงซือที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับศพ เวลาได้ก้าวเข้าไปด้านหน้า ก่อนที่จะสะบัดมือไปยังตะปูผนึกโลงศพ.
โลงศพทั่วไป โดยทั่วไปจะมีตะปูเจ็ดตัว ทว่าโลงศพสีม่วงนี้มีถึงสิบตัว ไม่รู้ว่ามีความหมายใดหรือไม่?
เซียนเซิงซือที่ถอนตะปูดอกแรก.
ตะปูที่ปักลงไปนั้นดูจะไม่ได้พิเศษอะไรมากนัก ทุก ๆ ดอกที่เขาถอนออกมา จะทำให้ความเศร้าใจเพิ่มขึ้นทุก 10 เปอร์เซ็นต์ ตัวแล้วตัวเล่าที่ถอนออกมาจากโลงศพ ทำให้หัวใจของทุกคนบีบรัด.
ดอกที่เก้า.
เหลือดอกที่สิบ เซียนเซิงซือที่หันหน้าจับจ้องมองไปยังจงซาน.
ในเวลานี้หัวใจของเทียนหลิงเอ๋อที่หนักอึ้งถึงกับกุมแขนของจงซานเอาไว้แน่น บางทีคงมีแค่เพียงกุมแขนของจงซานเอาไว้ถึงจะทำให้นางรู้สึกดีขึ้นได้.
จงซานที่พยักหน้าให้กับเซียนเซิงซือ.
จากนั้นเซียนเซิงซือที่ค่อย ๆ เปิดมันออกช้า ๆ .
ขณะที่ถอนตะปูดอกสุดท้ายออกมา ท้องฟ้าทั่วสวนสวรรค์ลอยฟ้าหลิงเซียว ทันใดนั้นก็กลายเป็นมืดครึ้ม ปิดบังท้องฟ้าในทันที เสียงดังหึ่ง ๆ เสียงกำสรวลของท้องฟ้า ดวงตะวันที่อับแสง ทันใดนั้นก็กลายเป็นมืดมิด บนท้องฟ้า ลมหนาวที่โบกพัดเอื่อย ๆ .
“~~!”
“~~!”
เสียงบรรเลงดนตรีอาลัยดังผ่านออกมา เสียงดนตรีที่เต็มไปด้วยความเศร้า ความหดหู่ใจที่เกิดจากการคร่ำครวญของฟ้าดิน.
ทั่วทั้งสวนสวรรค์ลอยฟ้าหลิงเซียว ภายในหัวใจของคนทุกคนสั่นไหว ท้องฟ้ามืดมิด เสียงครวญของแตรสังข์ที่เศร้าระทม จนต้องสะอื้นเสียงออกมา.
“~~!”
จงซาน ที่สัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ท้องฟ้าที่สดใสกลายเป็นเศร้าโศก? ฟ้าดินร่ำไห้?
โลงศพนี้คืออะไรกัน?
"ฮือ ๆ ๆ ข้าทนไม่ไหวแล้ว ฮืออ ๆ ๆ ๆ !"เทียนหลิงเอ๋อที่ร้องไห้ออกมาเป็นคนแรก.
บรรยากาศที่หนักอึ้งเศร้าสลดนี้ทำให้ทุกคนเศร้าใจอย่างที่สุด แม้นว่าจะไม่ได้ร้องไห้เช่นเทียนหลิงเอ๋อ ทว่าใบหน้าเวลานี้กำลังเศร้าหมอง อดกลั้นความโศกเศร้านี้เอาไว้.
จงซานที่นำมือของเทียนหลิงเอ๋อส่งให้เป่าเอ๋อ หลิงเอ๋อที่ร้องไห้โฮกอดเป่าเอ๋อเอาไว้.
"เจี่ยเจี๋ย ทำไมข้าถึงได้เศร้าเช่นนี้ เจี่ยเจี๋ย!"เทียนหลิงเอ๋อสะอึกสะอื้นซบหน้าร้องไห้.
“.....!”
ท้องฟ้าเวลานี้ฝนเริ่มโปรยลงมา ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังเศร้าใจจนหลั่งน้ำตา สายฝนที่ร่วงหล่นลงมารอบ ๆ พื้นที่ หากแต่ไม่ได้ร่วงหล่นลงใส่โลงศพสีม่วงเลยแม้แต่เม็ดเดียว.
"ท้องฟ้าร่ำไห้ สวรรค์กำลังโศกเศร้าอยู่อย่างงั้นรึ?"กู่เฉียนโหยวที่ขมวดคิ้วไปมาเผยท่าทางประหลาดใจ.
จงซานที่โบยบินขึ้นบนฟ้า คนอื่น ๆ เองก็เช่นกัน เพื่อที่จะมองเห็นภายในโลงศพได้ถนัด มีสิ่งใดอยู่ด้านใน ถึงกับทำให้สวรรค์ร้องไห้ มันคืออะไรกัน?
"จงซาน เกิดอะไรขึ้น? ข้าเคยรู้สึกเศร้าเช่นนี้ ข้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ คาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะโศกเศร้าได้ถึงเพียงนี้."
บนลานดังกล่าว ปรากฏสตรีผู้งดงามอีคนหนึ่งขึ้น เป็นสตรีที่มีเพียงจงซานได้ยินเสียงของนาง.
เป็นหวนจีจากถ้ำร้อยสวรรค์นั่นเอง ไม่รู้ว่านางมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่.
จงซานจ้องมองไปยังหวนจี แวบหนึ่ง หากแต่ไม่ได้ตอบอะไร ก่อนที่จะหันหน้ามองโลงศพอย่างระวัง.
"เปิดโลงศพ!"จงซานที่เอ่ยออกมาอีกครั้ง.
"ครับ!"เซียนเซิงซือที่รับคำในทันที.
ทุก ๆ คนต่างก็บินขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถมองเห็นโลงศพได้ถนัด.
เซียนเซิงซือที่ทำมุทราเลื่อนฝาโลงออกช้า ๆ .
โลงศพที่ค่อย ๆ ถูกเปิดออกมาทีละน้อยทีละน้อย.
กลิ่นอายที่แปลกประหลาดไม่ได้แผ่ออกมา เป็นเหมือนกับโลงศพทั่วไป ถึงอย่างนั้น ภายในโลงศพ ราวกับว่ามีพลังที่หนักหน่วงกระแทกมายังหัวใจของจงซานอย่างรุนแรง.
โลงศพที่เปิดช้า ๆ เปิดออกมาเรื่อย ๆ .
ทุกคนที่จับจ้องมองไปด้านใน.
ภายในโลกศพที่มีใครคนหนึ่งนอนอยู่ เป็นศพในชุดคลุมสีดำ ศพที่นอนนิ่งงันอย่างสงบเงียบ หากแต่ทุกคนกลับไม่สามารถมองเห็นใบหน้ารูปร่างของเขาได้อย่างชัดเจน.
ไม่ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ไม่สามารถจดจำได้ ไม่สามารถจดจำใบหน้าของเขาได้เลยแม้แต่น้อย ทุกคนสามารถมองเห็นแต่ จะลืมใบหน้าของเขาไปในทันที ไม่สามารถจดจำได้.
"พุ!"
กูเฉียนโหยวที่เลือดลมตีกลับ พ่นโลหิตคำโต.
"พุ!"
"พุ!"
คนแล้วคนเล่า ที่เลือดลมตีกลับ กับความโศกเศร้าที่เกินกว่าขอบเขต เหนื่อยล้าทั้งใจและกาย.
มีเพียงแค่หวังคู จงซาน หวนจีที่ไม่ได้พ่นโลหิตออกมา.
หวังคูคือเผ่าโครงกระดูก จึงไม่มีโลหิต ส่วนหวนจีนั้นเป็นเพียงภาพเงา จึงไม่มีโลหิตเช่นกัน ส่วนจงซานนั้นมีโลหิตที่เอ่อออกมาด้วยเช่นกัน หากแต่ใช้อำนาจวิเศษที่ทรงพลังระงับมันเอาไว้.
คนผู้นี้เป็นใครกัน? รับรู้ได้แค่ว่าเป็นศพ ๆ หนึ่ง หนำซ้ำยังทำให้ทุกคนเหนื่อยล้าทั้งใจและกาย?แม้แต่ไม่สามารถจดจำใบหน้าของเขาได้ ทำไมถึงไม่สามารถจดจำได้ล่ะ? นอกจากนี้ยังทำให้ท้องฟ้ากำสรวล ไม่ว่าจะเป็นใครที่พยายามมองหน้าของเขา ก็ไม่มีใครสามารถบอกรูปลักษณ์ของเขาออกมาได้.
ที่ยังพอจำได้ก็คือเป็นศพที่มีผมยาว ชุดคลุมสีดำ บนชุดคลุมสีดำนั้นมีลายเส้นสีทองมากมาย.
หากแต่ส่วนอื่น ๆ นั้นกับไม่สามารถจดจำได้เลย.
จงซานที่พยายามสะกดกลั้นจิตใจ เฝ้ามองออกไปด้วยความลึกล้ำ.
ส่วนคนอื่น ๆ เวลานี้ได้แต่เบือนหน้าหนีไม่กล้ามองอีกแล้ว.
ความเศร้าที่เกินจะหยั่ง ที่ทำให้จิตใจและร่างกายไร้เรี่ยวแรง หลาย ๆ คนที่ไม่สามารถทนได้ถึงกับร่วงหล่นลงพื้น พร้อมกับเร่งรีบนั่งสมาธิ สงบจิตใจของตัวเองอย่างรวดเร็ว.
หวนจีเองถึงกับถอยห่างออกไปอยู่ขอบ ๆ ของลาน แม้แต่หวนจียังรู้สึกหวั่นเกรงศพดังกล่าว.
กับความโศกเศร้าที่มากมายเกินคำบรรยายนี้! จงซานที่มีประสบการเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง จึงยังสามารถอดทนได้.
ศพ เป็นศพใครกัน?
ทั่วทั้งสวนสวรรค์ลอยฟ้าในเวลานี้ ทุก ๆ แห่งเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สายฝนที่เทกระหน่ำลงมา เหล่าประชาชนทั่วไปที่ร้องไห้โหยหวน พวกเขาร้องออกไปโดยไม่รู้สาเหตุ ร้องไห้ฟูมฟายราวกับว่าบิดามารดาได้สิ้นใจไปแล้ว.
ทั่วทุกหนแห่งของสวนสวรรค์ลอยฟ้าเต็มไปด้วยอารมณ์โศกเศร้า.
ความหดเหี่ยวรันทดใจ ที่แม้แต่สวรรค์ยังร้องไห้.
ในเวลาเดียวกัน ร่างแยกเงาของจงซานที่ดวงตาหดเกร็ง เงยหน้าขึ้นไปมองทางทิศเหนือ จากนั้นก็จับจ้องมองไปยังเซียนเซิงซือ.
"เซียนเซิงซือ ปิดฝาโลง และตอกตะปู!"จงซานที่กล่าวออกมาในทันที.
กับร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้า เซียนเซิงซือเร่งรีบปิดฝาโลง เมื่อฝาโลงถูกปิด จากขอบฟ้าไกล แสงสีม่วงก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า.
ค่ายกลหนานกงเซิ่งที่ทำงานเองโดยอัตโนมัติ.
"ตูมมมมมมมมม!
ลำแสงสีม่วงที่กระแทกค่ายกลระเบิดดังสนั่น อยู่ด้านบนลานตำแหน่งของจงซาน.
..............
สองวันหลังจากนั้น สถานที่เมืองเซียนหยางเคยอยู่.
หยิงได้นำพาเมืองเซียนหยางโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ บุคคลอันดับหนึ่งเมื่อแปดหมื่นปีที่แล้ว ทรงพลังไร้เทียมทาน.
หยิงผู้นี้ได้กระทำการที่น่าตื่นตะลึงเอาไว้หลายอย่างก่อนจากไป ไม่ว่าจะเป็นการกำราบสามกลุ่มอิทธิพลในภพหยินไปอย่างราบคาบ แม้แต่ฝ่ามือของเขาที่สามารถทำร้ายยอดฝีมือจากโลกใบใหญ่ที่น่าสะพรึงจนกระดูกแขนหัก.
ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องอันใดเลยที่หยิงผู้นี้กระทำไม่สำเร็จ.
ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งกู่เฉิงตงแยกสวรรค์ สะบั้นปฐพีจนล้มเหลว เนี่ยฟ่านเฉินเองก็นำเหล่าข้าราชบริพารส่วนหนึ่งจากไป ในเวลานี้หยิงเองก็นำเมืองทั้งเมืองจากไปด้วยเช่นกัน.
ทวีปศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยสุดยอดฝีมือมากมาย.
เมื่อหยิงจากไป จงซานจึงต้องเชิญหน้ากับเต๋าจวินเซิ่งหยา.
"ในเมื่อไม่สามารถยืมอำนาจวิเศษของต้าเจิ้งมาช่วยได้ ข้าจะดูว่าครั้งนี้เจ้าจะมีปัญญาหนีไปได้หรือไม่!"เต๋าจวินเซิ่งหยาที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน.
พื้นที่รอบ ๆ ปรากฏปราณกระบี่ที่พวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ค่ายกลสังหารเซียน เพียงแค่กระบี่ลู่เซียนเล่มเดียว ก็สามารถใช้ออกมาด้วยค่ายกลกระบี่สังหารเซียนได้อย่างงั้นรึ?
ค่ายกลกระบี่สังหารเซียน ปกคลุมตี้เสวียนชา เต๋าจวินเซิ่งหยา จงซานและกงเหล่ยเทียน ซึ่งผู้ควบคุมมันก็คือฮามะไลนั่นเอง.
"เต๋าจวินเซิ่งหยา? นี่เจ้าทะลวงระดับมาอย่างงั้นรึ?"ตี้เสวียนชาที่กล่าวพลางขมวดคิ้วไปมาเล็กน้อย.
"เจ้าเองก็เลื่อนระดับอย่างงั้นรึ?"เต๋าจวินเซิ่งหยาที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม.
สายตาของทั้งคู่ที่จ้องมองกันด้วยความเย็นชา ก่อนหน้านี้ได้เพียงแค่คาดเดา หากแต่ตอนนี้สามารถยืนยันได้แล้ว ทั้งคู่ต่างก็มีระดับสวรรค์แท้ขั้นที่ 12 !
ตี้เสวียนชาที่ไม่กล้าดูแคลนเต๋าจวินเซิ่งหยา ในทางกลับกันเต๋าจวินเซิ่งหยาก็เต็มไปด้วยความระวังตี้เสวียนชา หลังจากที่กู่เฉิงตงเคยแยกสวรรค์ ทั้งเนี่ยฟ่านเฉินและหยิงต่างก็จากไปแล้ว ใต้สวรรค์แห่งนี้ คนที่ตี้เสวียนชาต้องระวังก็มีเพียงแค่เต๋าจวินเซิ่งหยาแล้ว นี่คือยอดฝีมือที่น่าเกรงขาม.
เพราะว่าความแข็งแกร่งของทั้งคู่นั้น ไม่สามารถนำแค่พลังฝึกตนมาคำนวณอย่างเดียวได้ ยังมีความร้ายกาจ ความน่าหวาดกลัวมากมายที่พวกเขาถือเอาไว้ในมือ.
"เจ้ากล้าต่อสู้กับข้าตัวต่อตัวหรือไม่?"เต๋าจวินเซิ่งหยากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา.
"หวังไว้เช่นนั้น!"แววตาของตี้เสวียนชาจิตต่อสู้กำลังลุกโชนขึ้นมาในทันที.
"จูเซียน ข้าจะต่อสู้กับตี้เสวียนชาคนเดียว ให้พวกเราออกไป ส่วนเจ้าและกงเหล่ยเทียนสังหารจงซานให้ได้!"เต๋าจวินเซิ่งหยาที่กล่าวอย่างเคร่งขรึม.
พวกเขาพยักหน้ารับ.