บทที่ 22
บทที่ 22
ที่ฉินห่าวรู้ กองกำลังลึกลับที่ชื่อว่า ‘เซี่ยถู’ ฆ่าคนไปแล้วสองรอบ รอบแรกคือตอนเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องถูกสังหาร รอบสองคือเมื่อครู่เป็นตัวเขา ซึ่งนี่ทำให้ฉินห่าวรำคาญมาก
เดิมทีเขาวางแผนจะกลับไปที่นิกายเลย เพราะยังไงซะ หากต้องปะทะกับพวกมันโต้งๆคงอันตรายเกินไปหน่อยในตอนนี้
“ไม่สนใจแล้ว ไปล่าตัวพวกมันกัน หากไม่ฆ่าให้ตายทั้งหมด ข้าคงตายตาไม่หลับ” ฉินห่าวพูดด้วยความโกรธ
แพนด้าเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง คิดในใจว่า ยังไงเจ้าก็ไม่ตายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
ตัวมันแม้ไม่กล้ากล่าวว่าเป็นผู้รอบรู้ในด้านยุคสมัย แต่จะมากจะน้อยมันก็ล่วงรู้ความลับฟ้าดินเกินกว่าครึ่ง อย่างไรก็ตาม หลังจากระดมทั้งสมอง มันก็ยังไม่ค้นพบข้อมูลที่เคยเอ่ยถึงตัวตนเช่นฉินห่าวเลย
ฉินห่าวกับแพนด้าร่อนเร่ในพื้นที่ส่วนกลางเป็นเวลานานกว่าสิบวัน ฆ่าสัตว์ร้ายไปจำนวนมาก แต่กลับไม่สัมผัสแม้เงาของกลุ่มเซี่ยถู แล้วอีกอย่าง ฉินห่าวไม่ใช่คนรู้จักอดทน เจอแบบนี้เข้าเขาก็หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
ส่งผลให้การล่าสัตว์ร้ายรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แพนด้าที่เห็นภาพนี้รู้สึกหนืดคอ เย็นสันหลังเล็กน้อย
“ไปพื้นที่เสี่ยงส่วนนอกกัน”
ฉินห่าวออกคำสั่งและเดินตรงไปยังพื้นที่ส่วนนอก และระหว่างทาง เขาพบศพไม่น้อยถูกสังหารอยู่ตามรายทาง
หลังจากท่องไปในพื้นที่เสี่ยงส่วนนอกมาสองวัน เขาก็ยังไม่สัมผัสแม้เงาของกลุ่มเซี่ยถู ในจังหวะที่ฉินห่าวต้องการทุบกำแพงด้วยความโกรธ เขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างหน้า
“หวางเหวิน! จงส่งถุงมิติมาแล้วข้าสัญญาว่าจะปล่อยเจ้าไป”
“เจิ้งเฟย! อย่าคิดว่าเป็นสาวกของสำนักเซี่ยเจี้ยนแล้วเราจะกลัวเจ้า!”
เมื่อได้ยินคำ ‘สำนักเซี่ยเจี้ยน’ ดวงตาของฉินห่าวเป็นประกาย เพราะเขายังจดจำฝ่ามือของผู้อาวุโสหยินจากสำนักนี้ได้ไม่ลืม
“ฮี่ ฮี่ ได้เวลาเก็บดอกเบี้ยหนี้แค้นแล้ว”
แพนด้ามองรอยยิ้มของฉินห่าว หนังศีรษะมันเกิดอาการด้านชาเล็กน้อย ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา มันได้เห็นความโหดร้ายของชายผู้นี้ตลอดเวลา อีกฝ่ายไร้ซึ่งความกลัว และกล้าทำทุกอย่างที่ทำได้
นับเป็นตัวบั๊คของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง!
บรึ้ม!
เกิดการต่อสู้ขึ้นข้างหน้าแล้ว แต่ฉินห่าวไม่รีบร้อน เขาเดินไปช้าๆ ยังไงก็ตาม ทันทีที่เขาเห็นสนามรบ เจ้าตัวก็ตกตะลึง
เห็นเพียงฝ่ายหนึ่งสวมชุดสีแดง มีทั้งสิ้นหกคน กับอีกฝ่ายหนึ่งสวมชุดสีเขียว มีจำนวนสิบสองคน
นี่เป็นพรหมลิขิตหรือไร!
ปรากฏว่าศัตรูของสำนักเซี่ยเจี้ยน คาดไม่ถึงว่าจะเป็นสาวกนิกายเซียวเหยา!
บรึ้ม!
ฉินห่าวไม่อาจรอได้อีกต่อไป เขาลงมือทันที พุ่งเข้าใส่ชายคนหนึ่งจากสำนักเซี่ยเจี้ยนตรงๆ
“ใครกัน!?”
ทั้งสองฝ่ายตกใจพร้อมกัน แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ ดวงตาของเหล่าสาวกนิกายเซียวเหยาก็ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ศิษย์พี่!!”
“ขั้นสามขอบเขตขจัดสิ่งโสมม?”
เมื่อเห็นฐานบำเพ็ญเพียรของฉินห่าว สำนักเซี่ยเจี้ยนทุกคนถอนหายใจโล่งอก
“เป็นแค่ขั้นสามขอบเขตขจัดสิ่งโมม กล้าดียังไงมายโสต่อหน้าข้า? ตาย!” เจิ้งเฟยหัวเราะเย็นชา แทงกระบี่ออกไป
“ศิษย์พี่ระวัง!”
ทุกคนตื่นตระหนก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ฉินห่าวอยู่ขั้นสามขอบเขตขจัดสิ่งโสมม ต่อให้เขาเป็นศิษย์ชั้นสองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจิ้งเฟย
ตูม!
พัฟฟฟฟฟ!
ฉินห่าวยื่นหน้ารับกระบี่ศัตรู เหวี่ยงค้อนส่งๆเข้าโจมตีโดนไม่สนใจการป้องกัน
“อ๊อก!” เจิ้งเฟยกระอักเลือดเต็มปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “เป็นไปไม่ได้ ข้าเป็นถึงครึ่งก้าวขอบเขตแก่นทองคำ!”
“สำหรับข้า อะไรก็เป็นได้ทั้งนั้นแหละ” ฉินห่าวเย้ยหยัน ทุกคนตื่นตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ไม่นึกว่าการโจมตีส่งๆจะสามารถสร้างอาการบาดเจ็บร้ายแรงให้ครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำบาดเจ็บหนักได้
“น่าสงสาร ... ช่างน่าสงสารยิ่ง!”
แพนด้าหลับตาลงด้วยความสังเวช เมื่อมันเห็นเจิ้งเฟย ก็ย้อนคิดไปถึงภาพตัวเองในอดีตที่ถูกเจ้าผีร้ายฉินห่าวครอบงำ มันยังจำความรู้สึกขนลุกที่ฉินห่าวนอนกอดแขนตนหลังฟื้นคืนชีพได้อยู่เลย อย่างไรก็ตาม เจิ้งเฟยผู้นี้คงไม่มีโอกาสหลอนถึงขั้นนั้นหรอก เพราะอีกฝ่ายไม่มีคุณสมบัติที่จะฆ่าฉินห่าวด้วยซ้ำ!
ตายตาหลับนะ!
“พวกเจ้าดาหน้ามาพร้อมกันทั้งหมดนั่นแหละ”
ฉินห่าววางค้อนพาดบ่า มุมปากยกโค้ง กระดกนิ้วยั่วศัตรู
“โอหัง!”
“ช่างกําเริบเสิบสาน!”
“ตายให้ข้า!”
ทั้งหกลงมือพร้อมกัน เพลงกระบี่และเคล็ดวิชาต่างๆถูกงัดออกมา
ฉินห่าวไม่ได้ป้องกันเลย กระโจนเข้ากลางฝูงชนและเหวี่ยงค้อนทุบตีไม่ยั้ง
ช่วงเวลาหนึ่ง เกิดเสียงร้องระงมไปถึงชั้นฟ้า
“นี่ ... ข้าเหมือนจะเดาได้แล้วว่าศิษย์พี่นิกายเซียวเหยาผู้นี้คือใคร ...” หนึ่งในสาวกนิกายเซียวเหยาพึมพำ
“ข้า ... ข้าเองก็คิดว่าเดาได้แล้วเหมือนกัน”
สีหน้าของคนอื่นดูไม่สู้ดี ดูจากการใช้อาวุธค้อนและการโจมตีสุดเหวี่ยงรุนแรงแล้ว มันจะเป็นใครไปได้อีกนอกจากดาวสังหารผู้โด่งดังของนิกาย--
--ฉินห่าว!