MDB ตอนที่ 299 อำลาตันหลิน
หลินจินยิ้มและยกแขนขึ้นเพื่อทำท่ากวาด แสงวูบวาบและเปลวไฟเริ่มไหลออกมาจากแขนของหลินจิน จากนั้นเปลวไฟรวมตัวกันเป็นรูปร่างของเสี่ยวฮั่วบนพื้น
คัมภีร์จ้าวอสูรเล่มที่สี่อนุญาตให้ทั้งเจ้าของพันธสัญญาโลหิตและสัตว์เลี้ยงผสานรวมร่างและแบ่งปันความสามารถของพวกเขา นอกจากนี้ยังสามารถแยกสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ได้ตามต้องการ
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ดวงตาของชางเอ๋อร์เป็นประกาย
“นี่คือคัมภีร์จ้าวอสูรหรือเจ้าคะ?”
ด้วยความรู้รอบด้าน ชางเอ๋อร์จึงรู้เกี่ยวกับเทคนิคนี้
"ถูกต้อง" หลินจินพยักหน้า
เสี่ยวฮั่วยังมีขนาดเท่าลูกแมว หลังจากที่มันแยกจากหลินจิน มันก็เริ่มกระโดดเล่น ชางเอ๋อร์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในขนาดของมัน แต่เธอรู้เกี่ยวกับคัมภีร์จ้าวอสูรเท่านั้น เธอจึงไม่รู้ว่ากายาแห่งธรรมคืออะไร
ในขณะเดียวกัน หลินจินสามารถบอกได้ว่าชางเอ๋อร์ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนการแปลงร่างของเธอ ตอนนี้เขากลับมาแล้ว เขาสามารถให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้แก่เธอได้
อย่างไรก็ตาม จากความเร็วในการฝึกฝนของเธอ ดูเหมือนว่าสามส่วนแรกของรูปแบบพลังงานอสูรคงจะไม่เพียงพอสำหรับเธออีกต่อไป
เพื่อให้เธอก้าวไปสู่ระดับสูงขึ้นและพัฒนาขึ้น เธอจะต้องฝึกฝนรูปแบบพลังงานอสูรส่วนที่สี่
หลินจินเคยคิดที่จะปลดล็อคในส่วนนี้มา แต่เนื่องจากตารางงานที่ยุ่งก่อนหน้านี้ เขาจึงไม่มีเวลาบันทึกสัตว์วิเศษเพิ่มเติม ต่อไปเขาต้องหาเวลาบันทึกสัตว์วิเศษเพิ่มบ้างแล้ว
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่หลินจินจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสมาคมประเมินสัตว์วิเศษแห่งเมืองเมเปิ้ลในวันพรุ่งนี้ มันเป็นเพียงตำแหน่งรักษาการเท่านั้น เนื่องจากเขาต้องรอการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสำนักงานใหญ่เสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครพยายามที่จะหยุดการขึ้นตำแหน่งของเขา
แม้ว่าจะมี จักรพรรดิก็คงจะคิดหาวิธีช่วยเขา ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ทำให้หลินจินจะต้องกังวล
“มาดูกันว่าหลังจากนี้ฉันจะบันทึกจำนวนสัตว์วิเศษไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้มากแต่ไหน” หลินจินพึมพำกับตัวเอง
...
วันรุ่งขึ้น หลินจินตื่นแต่เช้าเพื่อไปพบตันหลินที่ประตูเมือง ท้ายที่สุด เธอจะต้องเดินทางไปยังอาณาจักรเกลียวสวรรค์ แม้ว่าเธอจะใช้นกอินทรีขนส่ง แต่เธอก็ยังต้องใช้เวลาเจ็ดหรือแปดวันจึงจะไปถึงที่นั่น
ถ้าเธอเดินด้วยเท้า เธอต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือนในการข้ามภูเขาและพิชิตแม่น้ำ
เมื่อเธอออกจาเมืองไปแล้ว คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาจะพบกันอีกครั้งหลังจากแยกทางกันที่นี่เมื่อใด
ในฐานะเพื่อน หลินจินต้องไปส่งเธอเป็นการส่วนตัว
ตันหลินจากไปโดยไม่สนใจอะไรมากนัก เธอได้มอบกิจการของสมาคมและคำสั่งในเรื่องสำคัญบางประการ สำหรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตันหลินให้เขาจัดการได้ตามที่เห็นสมควร
ก่อนที่แสงข้างนอกจะสว่าง ตันหลินขึ้นหลังม้าและหันมามองหลินจิน ก่อนจะพูดว่า
“ผู้ประเมินหลิน เมื่อเราพบกันอีกครั้ง ข้า ตันหลิน จะเทียบเท่ากับท่านในการประเมินสัตว์วิเศษ”
หลินจินประสานมือกันเพื่อแสดงความเคารพ
"ข้าจะเฝ้ารอเจ้าจนกว่าเราจะพบกันอีกครั้ง"
"ใช่ จนกว่าเราจะพบกันอีกครั้ง!"
เมื่อพูดจบ ตันหลินก็เร่งม้าของเธอ และในไม่ช้าพวกเขาก็ออกไปจากเมืองและลับหายไปจากสายตา
หลินจินไม่ได้อยู่ที่เดิมเช่นกัน เขาหันหลังและกลับเข้าไปในเมือง
ดั่งคำกล่าวที่ว่า งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา มีเพียงการจากกันเท่านั้นที่จะทำให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
เมื่อกลับไปที่สมาคม หลินจินในตอนนี้มีห้องโถงประเมินที่ใหญ่ขึ้น เขาส่งให้มีแค่ป้ายทะเบียนของเขาในห้องโถงทะเบียน และสั่งว่าเขาจะเข้าร่วมการประเมินเป็นการส่วนตัวในวันนี้ จะไม่มีการจำกัดจำนวนลูกค้าและเขาจะทำการประเมินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดังนั้น ป้ายทะเบียนของหลินจินจึงเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด จนถึงตอนนี้ ชื่อเสียงของหลินจินนั้นโด่งดังมากในเมืองเมเปิ้ล หากข่าวการเลื่อนระดับของเขารู้ทั่วทั้งสมาคมเมื่อวานนี้ ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองคงจะรู้กันหมดแล้ว
การให้ผู้ประเมินระดับสามทำการประเมินและรักษาสัตว์เลี้ยงของพวกเขา มันไม่ใช่โอกาสที่จะมีได้ทุกวัน ทำให้วันนี้มีผู้คนจำนวนมากเข้าคิวเพื่อใช้บริการของหลินจิน
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประเมินคนอื่น ๆ จึงเห็นจำนวนลูกค้าลดลง
แต่ไม่มีใครกล้าบ่น
ในบางสถานที่ เป็นเรื่องปกติที่หัวหน้าที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งจะเสนอบริการไม่จำกัด แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของเมืองเมเปิ้ล เนื่องจากต้องใช้ความสามารถอย่างแท้จริง
หากผู้ประเมินไม่มีทักษะเพียงพอ สิ่งต่าง ๆ ก็จะจบลงอย่างเลวร้าย จากนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นตัวตลกที่น่าอับอาย
แม้แต่ตันหลินก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นเมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก
“หัวหน้าคนใหม่คนนี้ค่อนข้างมั่นใจเสียจริง” ไป่เจิ้นคงแสดงความคิดเห็นขณะที่จั่วเหวินถังรายงานข้อมูลล่าสุด
ตอนนี้ไป่เจิ้นคงให้ความสนใจในตัวหลินจินอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เขายังพยายามทำทุกอย่างเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงซึ่งทำให้จักรพรรดิปฏิบัติต่อหลินจินเป็นพิเศษ
“ยังไม่มีข่าวจากเมืองหลวงอีกหรือ?” ไป่เจิ้นกงถาม เขาอยู่ท่ามกลางอาหารเช้า ในฐานะเจ้าเมือง วิถีชีวิตของเขาค่อนข้างฟุ่มเฟือย แม้แต่อาหารเช้าก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา บนโต๊ะมีอาหารประมาณเจ็ดถึงแปดจาน ตั้งแต่จานร้อน จานผัก ของหวานและผลไม้ มันเป็นเมนูเต็มรูปแบบ
จั่วเหวินถังส่ายหัว “เราได้ถามสายของเราทั้งหมดในเมืองหลวงแล้ว แต่ไม่มีใครทราบรายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่ไม่นานมานี้ เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในเมืองหลวง แต่ข้าไม่คิดว่าเรื่องนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับหลินจิน”
"โอ้? มันเป็นเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ?” ไป่เจิ้นคงหยิบไม้เสียบแป้งทอด ฉีกครึ่งแล้วใส่ลงในโจ๊กของเขา เขาเพิ่มเครื่องเคียงและกัดเพื่อลิ้มรสอันแสนวิเศษ
“ทางเมืองหลวงสั่งห้ามพูดเรื่องนี้ แต่เราได้ยินอะไรมาบ้าง พวกเขากล่าวว่ามียอดฝีมือชั่วร้ายได้ปรากฏตัวขึ้นในเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งนำไปสู่การปิดเมือง สั่งห้ามทุกคนเข้าและออกจากเมือง ในขณะที่พวกยามออกลาดตระเวนทุกพื้นที่
นอกจากนี้ เสนาบดีหยู่ถูกลอบสังหารในคืนนั้น แม้ว่าการประกาศต่อสาธารณะว่าเสนาบดีหยู่จะเสียชีวิตจากอาการป่วย แต่นั่นอาจไม่เป็นความจริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสนาบดีหยู่ก็เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ของประเทศและเป็นนักรบที่เป็นเจ้าของมังกรหยกระดับสี่ การที่เขาจะเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บนั้นคงไม่มีทางเป็นได้”
หลังจากฟังรายงานของจั่วเหวินถังแล้ว ไป่เจิ้นคงก็พยักหน้าและพูดว่า
“ข้าก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน การแย่งชิงอำนาจภายในเมืองหลวงไม่เคยหยุดลงเลยสักครั้ง แม้ว่าเมืองเมเปิ้ลของเราจะไม่ใหญ่โตนัก แต่เราโชคดีที่อยู่ห่างจากเมืองหลวง ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับฝ่ายของเสนาบดีหยู่ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะเสียชีวิตหรือถูกกำจัด นั่นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา”
หลังจากหยุดชั่วคราว ไป่เจิ้นคงก็กล่าวเสริมว่า “อันที่จริง เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับหลินจิน ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจเพียงใด เขาไม่มีทางมีส่วนเกี่ยวข้องกับวังหลวง”
“ข้าก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน” จั่วเหวินถังกล่าวเสริมว่า “มีอีกสิ่งหนึ่ง ข้าได้ยินมาว่าวัดมังกรหยกเคยถูกปิดตายพร้อมกับตัววิหารที่ถล่มลงมา แต่เราไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในวังบางคนก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ หรือบางทีพวกเขาอาจกลัวเกินกว่าจะพูดถึงมัน”
“วัดมังกรหยก?” ไป่เจิ้นคงครุ่นคิด ในฐานะเจ้าเมือง เขารู้ว่าวัดมังกรหยกมีความสำคัญเพียงใด แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของมังกรเฒ่า ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ในวิหารกับหลินจินได้
“นอกจากนี้ องค์หญิงหกทรงเคยประชวรหนักมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ทรงหายเป็นปกติแล้ว จักรพรรดิทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงพระราชทานนิรโทษกรรมเหล่านักโทษเพื่อเป็นฉลองให้กับองค์หญิง” จั่วเหวินถัง กล่าวเสริม
ไป่เจิ้นคงพยักหน้า
เขาก็รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ความเป็นไปได้ที่หลินจินอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สำหรับเขาแล้ว ทั้งคู่อาจมีตวามเชื่อมโยงถึงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เพียงแต่ไป่เจิ้นคงไม่พบต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าหลินจินจะเป็นผู้รักษาโรคขององค์หญิงหก แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระองค์มากขนาดนี้