Chapter 58 If I must bring Xiao Jin to go in
如果我非要带小金进去呢
โจวเฉิงที่ขี่ลาตัวน้อย,พร้อมกับนำน้ำเตาสุราขึ้นมาซดไม่หยุดหย่อน.
สุราไหนี้,เป็นเขาหมักเอง,ไม่ใช่สุราของลู่อี้ผิง,กล่าวอีกอย่างหนึ่ง,สุราของลู่อี้ผิงนั้นเอาไว้จิบเท่านั้น.
ลู่อี้ผิงขี่วัวกระทิงมังกรเขาทองคำ,ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก,โจวเฉิงที่ขี่ลาตัวน้อย,ผอมบางดูมอซอ,ทั้งสองที่เดินเคียงคู่กัน,กับสภาพที่แตกต่างจึงกลายเป็นที่สนใจของผู้คน.
โจวเฉิงหาได้สนใจสายตาผู้คน,เขายังคงยกสุราขึ้นซด,พร้อมกับเอ่ยออกมาว่า“ได้ยินข่าวลือมาว่าเมืองเทียนตู่,จ้าวแห่งทวยเทพยุคโบราณ,เคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่บัญชาการต่อสู้ในสงครามแห่งทวยเทพ.”
“เมืองหลวงแห่งนี้,อิฐทุกก้อน,ล้วนแต่เป็นศิลาจิงกังยุคโบราณ.”
ชายหนุ่มหยางกังได้ยิน,ก็จับจ้องมองไปยังอิฐบนพื้นก็เผยความประหลาดใจ“อิฐเหล่านี้,เป็นของจากยุคโบราณอย่างงั้นรึ?”
โจวเฉิงพยักหน้ารับ“ใช่,อย่าได้มองเป็นเพียงแค่อิฐ,มันแตกต่างจากอิฐทั่วไป,อิฐแต่ละก้อนในเมืองเทียนตู่แห่งนี้,มีพลังเทพ เสริมกำลังอยุ่!”
“นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า,ตัวตนไร้เทียมทานผู้นั้นเป็นคนเสริมพลังเทพให้กับเมืองเทียนตู่ด้วยตัวเองด้วย.”
เพราะตัวตนไร้คู่เปรียบผู้นั้นจึงทำให้เมืองเทียนตู่นั้น,มีค่ายกลไร้เทียมทาน,แข็งแกร่งจนสามารถตั้งตระหง่านมานานหลายปีโดยที่ไม่บุบสลายเลย!”
กล่าวถึงตัวตนไร้คู่เปรียบ,ใบหน้าของโจวเฉิงก็เผยความหวาดหวั่น,ตื่นเต้นแม้แต่เคารพอีกด้วย.
“แล้วตัวตนไร้คู่เปรียบอยู่ที่ใหนอย่างงั้นรึ?”หลี่ปินที่สงสัยขึ้นมาเหมือนกัน.
โจวเฉิงที่หยุดดื่ม,ก่อนที่จะเผยใบหน้าจริงจัง,เอ่ยออกมาช้า ๆ,“อยู่ที่ป่าศักดิ์สิทธิ์!”
ป่าศักดิ์สิทธิ์!
เมื่อโจวเฉิงเอ่ยจบ,พื้นที่รอบ ๆ ก็กลายเป็นเงียบไปในทันที.
หลี่ปินที่ใบหน้าเปลี่ยนสี,ไม่กล้าเอ่ยต่อ,เพราะว่าป่าศักดิ์สิทธิ์ก็คือ พื้นที่ต้องห้ามของพิภพเหิงหยวน.
ชายหนุ่มหยางกังที่รู้สึกสงสัย,จึงได้เอ่ยสอบถามออกมา“ป่าศักดิ์สิทธิ์?เป็นสถานที่อยู่ติดกับราชวงศ์จักรพรรดิอู๋จี้นะรึ?”
เป็นเรื่องปรกติ,น้อยคนนักที่จะกล้าเอ่ยถึงป่าศักดิ์สิทธิ์,หยางกังที่เพิ่งก้าวเข้าสู่การบ่มเพาะ,ดังนั้นจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับป่าศักดิ์สิทธิ์.
หลี่ปินที่สะดุ้งตกใจอย่างแท้จริง,ใบหน้าบิดเบี้ยว,ตะโกนเสียงดัง“หลี่กัง,หุบปากได้แล้ว!”
ลู่อี้ผิงที่ยังคงสุขุม.
พวกเขาที่เข้ามาด้านในเมืองเทียนตู่,เวลานั้นผู้คุ้มกันเมืองกลุ่มหนึ่งเห็นลู่อี้ผิงเข้า,ก็รู้สึกตกใจ,ก่อนที่จะเร่งรีบกลับไปยังค่ายทหารตระกูลหว่านทันที.
ผู้คุ้มกันทหารตระกูลหว่าน,ก็คือกลุ่มคนที่ถูกระทืบ ที่วิหารร้างก่อนหน้านี้นะเอง.
ในเวลาเดียวกัน,ศิษย์หลัก หว่านผีที่กำลังดื่มเหล้าย้อมใจที่ค่ายทหาร,หลายวันก่อน,เขาถูกวัวกระทืบลอยกระเด็นออกมา,ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น.
เขาคือศิษย์หลักตระกูลหว่าน,เป็นรองผู้บัญชาการกองกำลังตระกูลหว่าน,ไม่เคยมีใครทำให้เขาได้รับความอับอายเช่นนี้มาก่อน.
นอกจากนี้,ยังต่อหน้าเหล่าทหารระดับสูงอีกด้วย,เขาถูกวัวกระทืบ ที่ใบหน้ายังเหลือรอยช้ำจากกีบเท้าวัวอยู่เลย.
ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ,เขากำแก้วสุราจนมันแตกระเอียดไม่มีชิ้นดี.
ในเวลานั้น,ทหารตระกูลหว่านที่วิ่งเข้ามาอย่างรีบเร่ง.
“รองผู้บัญชาการ,ข้าเห็นเจ้าหนุ่มชุดน้ำเงินก่อนหน้านี้!”ทหารคุ้มกันที่เอ่ยเสียงดัง.
“ชายหนุ่มชุดน้ำเงิน?”หว่านผีที่ชงักไปชั่วครู่.
“เจ้าหนุ่มชุดน้ำเงินที่วิหารร้างไง!”ทหารตระกูลหว่านที่เอ่ยเตือน.
หว่านผีได้ยิน,ทันใดนั้นก็เผยความดีใจขึ้นมา“เจ้าหนุ่มชุดน้ำเงินนั่นมายังเมืองเทียนตูอย่างงั้นรึ?”
ทหารคุ้มกันตระกูลหว่านทีเร่งรีบเอ่ยตอบ“ใช่แล้ว,ท่านรองผู้บัญชาการ,เจ้าวัวนั่นก็มา.”
ดวงตาของหว่านปีที่กลายเป็นเย็นชา,แค่นเสียงเย็นยะเยือบ“ไปเรียกทุกคนให้ข้า!”
“ข้าจะหั่นเจ้าวัวนั่นเป็นชิ้น ๆ!”
“ส่วนเจ้าหนุ่มชุดน้ำเงินนั่น,ข้าจะผูกมันบนเสาที่ใจกลางเมืองเทียนตู,แล้วทรมานมันช้า ๆ!”
ขณะหว่านผีกำลังเรียกกองกำลังตระกูลหว่าน,หลี่ปินได้ยกมือผสานต่อลู่อี้ผิง“คุณชายลู่,พวกเราจะไปสมัครเข้าทดสอบร่วมกองทัพตระกูลหว่านก่อน.”
“อืม,ไปเถอะ.”ลู่อี้ผิงเอ่ย.
“ไว้ทดสอบเสร็จ,หลี่ปินจะจัดงานเลี้ยงขอบคุณคุณชายลู่ที่ช่วยชีวิตอีกครั้ง”หลี่ปินเอ่ยด้วยความขอบคุณ,ก่อนที่จะคารวะแล้วนำศิษย์ของตัวเองจากไป.
โจวเฉิงที่จ้องมองหยางกังจากไป,เอ่ยออกมาว่า“น่าเสียดายที่สายโลหิตยักษ์ไททันนั้นเบาบางมาก.”
จากนั้นเขาก็เอ่ยต่อลู่อี้ผิง“คุณชายลู่,ข้ามีธุระเล็กน้อยต้องไปจัดการ,ขอตัวก่อน,ไว้พบกันที่ภัตตาคารเทียนตู่อีกครั้งก็แล้วกัน?”
ลู่อี้ผิงพยักหน้ารับ.
ดังนั้น,โจวเฉิงจึงขี่ลาตัวน้อยจากไป.
หลังจากที่โจวเฉิงจากไป,ลู่อี้ผิงก็จ้องมองไปยังเรือนที่พักของตระกูลหว่านซึ่งอยู่ใจกลางเมืองเทียนตู่,ซึ่งมันคือคฤหาสน์ของจ้าวแห่งทวยเทพในอดีตนั่นเอง.
ลู่อี้ผิงที่ขี่วัวกระทิงมังกรมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลหว่านทันที.
เมื่อพวกเขาไปถึงทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลหว่าน.
ด้านหน้าคฤหาสน์,ลู่อี้ผิงจ้องมองรูปปั้นยักษ์ที่แปลกประหลาด,ภายในใจที่รู้สึกมีอารมณ์ซับซ้อนปนเป,นึกถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งเขามาที่นี่.
ในเวลานั้นผู้คุ้มกันทางเข้าตระกูลหว่านเห็นชายหนุ่มชุดน้ำเงินมาถึง,ยืนอยู่ที่หน้าประตู จ้องมองรูปปั้นยักษ์อยู่นาน,ไม่มีทีท่าว่าจะผ่านไป,จึงก้าวออกมาเอ่ยออกไปว่า“ที่นี่คือเรือนที่พักของตระกูลหว่าน,อย่าได้เข้ามาใกล้,รีบไสหัวไปซะ!”
ลู่อี้ผิงที่จ้องมองผู้คุ้มกันคราหนึ่ง,ด้วยท่าทางไม่แยแสเอ่ยออกไปว่า“ข้าคือลู่อี้ผิง,บอกประมุขของเจ้า,ข้ามาแล้ว.”
“ลู่อี้ผิง!”ผู้คุ้มกันตระกูลหว่านที่ชงัก,จากนั้นก็วิ่งออกไปด้วยความตื่นกลัว,เข้าไปในคฤหาสน์
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าผู้คุ้มกันอีกหลายคนที่หน้าประตูที่แข้งข้าสั่นไปมา,แววตาที่จับจ้องมองลู่อี้ผิงไม่วางตา,พวกเขาที่ชี้หอกไปด้านหน้า,อย่างไรก็ตามมือพวกเขากับสั่นแทบทำให้หอกหลุดจากมือ.
ใบหน้าของลู่อี้ผิงยังคงเฉยเมยไม่ใส่ใจ.
เพียงไม่นาน,จากภายในคฤหาสน์ตระกูลหว่าน,หลังจากมีคนเข้าไปรายงาน.
เสียงก้าวเท้าที่ดังกึกก้องก็ดังขึ้น.
ยอดฝีมือคนแล้วคนเล่าที่วิ่งออกมาจากด้านในคฤหาสน์.
ที่ด้านหน้า,นำมาโดยประมุขตระกูลหว่าน,หว่านเฉิง!
ที่ด้านหลังหว่านเฉิง,มีประมุขน้อยหว่านหง,ตลอดจนเหล่าอาวุโสสูงและอาวุโสทั่วไปของตระกูลหว่านอีกหลายคน.
ก่อนหน้านี้,ประมุขตระกูลหว่าน,หว่านเฉิงกำลังพุดคุยกับบุตรชาย,หว่านหงเกี่ยวกับเรื่องของแม่น้ำเทพสวรรค์อยู่,จู่ ๆ ทหารคุ้มกันก็วิ่งเข้ามารายงาน,ว่าลู่อี้ผิงมา,ทำให้เขาตื่นตกใจ,นำอาวุโสสูงและอาวุโสทั้งหมดออกมาทันที.
ขณะออกมา,เขาได้ให้คนเข้าไปแจ้งบรรพชนชราในเขตแดนบรรพชนด้วย.
เห็นประมุขตระกูลหว่าน,หว่านเฉิงที่หน้าตาตื่นออกมาจากคฤหาสน์,วัวกระทิงมังกรเขาทองคำที่เบ้ปากให้.
หว่านเฉิงที่จ้องมองลู่อี้ผิงขี่อยู่บนวัวกระทิงมังกรเขาทองคำ,รู้สึกหวาดหวั่นในใจ,ทว่าก็ก้าวออกมายกมือประสานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“คุณชายลู่ให้เกียรติมาเยี่ยม,หว่านเฉิงจะเตรียมพิธีต้อนรับ.”
“ต้อนรับอะไรนั่นไม่จำเป็น,หว่านอู๋ตี้ไม่ใช่ว่าต้องการพบข้าหรอกรึ? นำข้าไปพบกับเขา.”ลู่อี้ผิงเอ่ยอย่างไม่สนใจ.
ได้ยินลู่อี้ผิงเอ่ยชื่อบรรพชนชราหว่านอู๋ตี้ตรง ๆ,ทำให้เหล่าอาวุโสสูงและอาวุโสคนอื่น ๆ โกรธเกรี้ยวขึ้นมาเหมือนกัน.
ประมุขตระกูลหว่าน,หว่านเฉิงที่ขมวดคิ้ว,ทว่าก็ระงับความโกรธเอาไว้อย่างรวดเร็ว,พยักหน้ารับเอ่ยออกมาว่า“ขอให้คุณชายลู่ตามข้ามา.”
อย่างไรก็ตาม,เขาได้เอ่ยเพิ่ม“คุณชายลู่,บิดาของข้าต้องการพบเพียงแค่ท่าน,ดังนั้นวัวของท่าน,ข้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้าไปในดินแดนบรรพชน.”
ดินแดนบรรพชนตระกูลหว่าน,จะให้วัวเข้าไปง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน!”
ลู่อี้ผิงที่จ้องมองประมุขตระกูลหว่าน,หว่านเฉิงพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ“หากข้าจะนำเสี่ยวจินเข้าไปล่ะ.”