ตอนที่แล้วบทที่ 15 : เจ้ามีหน้าที่เป็นดอกไม้งาม
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 17 : เจ้าหุบปากได้หรือไม่?

บทที่ 16 : ดูไม่เหมือน


บทที่ 16 : ดูไม่เหมือน

ร่างกายของเซียวหานเจิงอ่อนแอมาก หลังจากที่ดื่มโจ๊กแล้ว เขาก็ปิดเปลือกตาและหลับไป

สือชิงลั่วไม่ได้รบกวนเขา และเดินออกไปช่วยแม่เซียวกับคนอื่นๆทำความสะอาดสถานที่จัดเลี้ยง

นางยุ่งไปจนกระทั่งถึงตอนบ่าย

หลังมื้อเย็น สือชิงลั่วก็กลับไปที่ห้องของเซียวหานเจิงและหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาอ่าน

หลังจากอ่านไปได้สักพัก เซียวหานเจิงก็ตื่นขึ้นมา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาได้ดื่มน้ำที่สือชิงลั่วบอกว่าเป็นน้ำผสมน้ำตาลกับโจ๊กหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่า ตอนนี้ร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว

อย่างน้อยเขาก็สามารถลุกขึ้นนั่งได้เอง

เมื่อเห็นว่าสือชิงลั่วกำลังอ่านหนังสืออยู่ เขาก็ถามออกไปว่า “เจ้าอ่านออกด้วยเหรอ?”

เขาไม่ได้คิดดูถูกสือชิงลั่ว เพียงแต่แปลกใจเท่านั้น

ไม่มีหญิงสาวชาวบ้านคนไหนที่อ่านตำราได้ แม้แต่เด็กหนุ่มหลายคนก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะได้เข้าเรียน

สือชิงลั่วละสายตาจากหนังสือและมองเขา “อืม ข้าอ่านออก! ข้าเคยเรียนกับนักพรตเต๋าตอนที่อยู่ในวัดเต๋า”

นักพรตเต๋าได้สอนให้เจ้าของร่างเดิมกับเด็กอีกสี่คนอ่านตำราจริงๆ

นางพูดต่อ “ตอนที่เขากลั่นยา เราก็มีหน้าที่ช่วยบันทึกเวลาจุดและดับเตาปรุงยา การเปลี่ยนแปลงในแต่ละขั้นตอน และอีกหลายอย่าง”

นักพรตเต๋าเน้นสอนให้กับเด็กชายสองคนมากกว่า

ส่วนเจ้าของร่างเดิมกับเด็กหญิงคนอื่นมีหน้าที่ทำงานบ้านเป็นหลัก พวกนางจึงรู้เพียงคำง่ายๆไม่กี่คำเท่านั้น

ปู่ของนางมีความหลงใหลในตัวอักษรจีนโบราณ

นางที่ดื้อรั้นในตอนเด็ก จึงถูกปู่พาตัวมาที่บ้านเพื่อให้นางคัดคัมภีร์หรือตัวอักษรด้วยพู่กัน เพื่อให้จิตใจของนางสงบนิ่ง

ดังนั้น ไม่เพียงแต่นางจะรู้ตัวอักษรจีนโบราณเกือบทั้งหมด แต่นางยังเขียนพวกมันได้ด้วย

ตัวตนของนักพรตเต๋าช่างมีประโยชน์จริงๆ

นางสามารถโยนทุกเรื่องไปที่เขาได้ทั้งหมด นางช่างฉลาดจริงๆ

เซียวหานเจิงเชื่อนางเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น “ข้าเข้าใจแล้ว”

เขาหาเรื่องพูดคุยกับนาง “หนังสือเล่มนี้ดีหรือ?”

สือชิงลั่วยกยิ้มดูถูก “ไม่ดีเลยสักนิด เป็นเรื่องของคุณหนูในห้องหอที่ได้พบกับบัณฑิตหนุ่ม ออกจะเลี่ยนเกินไป”

ในอดีต เมื่อไหร่ที่นางมีเวลาว่าง นางก็มักจะอ่านนิยายเพื่อฆ่าเวลา

เรื่องราวเช่นนี้ในยุคปัจจุบัน ไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว

“เช่นนั้น ทำไมเจ้าถึงยังอ่านมันอยู่ล่ะ?” เซียวหานเจิงอดหัวเราะออกมาไม่ได้

สือชิงลั่วหาว “ข้าเบื่อ ข้าเลยหาอะไรมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาก็เท่านั้น”

นางมองเขาด้วยรอยยิ้มบาง “เจ้าชอบอ่านนิยายเช่นนี้หรือ?”

นางพูดด้วยแววตามีความหมาย “ข้ามองเจ้าผิดไปจริงๆ”

เซียวหานเจิงไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี “นี่เป็นนิยายที่ข้านำกลับมาจากในเมืองก่อนที่ข้าจะหมดสติไป ข้าไม่ได้ชอบอ่านมัน”

สือชิงลั่วรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนที่ชอบอ่านหนังสือเช่นนี้เหมือนกัน

“มันมีไว้เพื่อหาเงินต่างหาก”

สือชิงลั่วถามอีก “แล้วทำไมเจ้าไม่แต่งเองเสียเลยล่ะ? มันน่าจะทำเงินได้มากกว่าการคัดลอกตำรา”

เซียวหานเจิงพูดอย่างไร้หนทาง “ข้าไม่เข้าใจเรื่องรักใคร่ระหว่างพวกบัณฑิตและคุณหนูในห้องหอ แล้วข้าก็ไม่ชอบเรื่องราวเช่นนี้ ดังนั้น ข้าจึงไม่ได้เขียนมันออกมาขาย”

เขาเลือกที่จะคัดลอกเนื้อหาเพราะมันได้เงินดีกว่า

สือชิงลั่วจับคางของนาง “แล้วเจ้าชอบเรื่องราวเช่นไรล่ะ?”

“เจ้ากำลังพยายามบอกอะไรอยู่กันแน่?” เซียวหานเจิงรู้สึกว่ามีความหมายแฝงอยู่ในคำพูดของนาง

สือชิงลั่วพูด “ข้าสามารถช่วยเจ้าออกความคิด, วางโครงเรื่องและคิดฉากสำคัญได้ เจ้าไปเตรียมพู่กันมาสิ”

เซียวหานเจิงเลิกคิ้วขึ้น “เจ้ารู้เรื่องรักใคร่ของพวกบัณฑิตกับคุณหนูในห้องหอพวกนั้นด้วยหรือ?”

มันดูไม่เหมือนเลยสักนิด!

สือชิงลั่วกรอกตาใส่เขา “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ที่ข้าพูดถึงก็คือ เราสามารถเขียนเนื้อหาแบบอื่นได้ต่างหากล่ะ”

“ยกตัวอย่างเช่น การบ่มเพาะเพื่อเป็นเซียน” นางเคยอ่านนิยายและดูละครทีวีเกี่ยวกับเซียนมาแล้วหลายเรื่อง

นางไม่ได้อยากลอกผลงานของใคร

นางเชื่อว่า นางสามารถคิดเนื้อเรื่องที่น่าสนใจได้หลายเรื่อง

แม้ว่านางไม่เคยกินเนื้อหมู แต่นางก็เคยเห็นหมูวิ่ง

นางไม่เคยมีความรักมาก่อน ดังนั้น หากนางต้องการลองใช้ชีวิตคู่แต่งงานร่วมกับเซียวหานเจิง นางก็ต้องพูดคุยภาษาเดียวกันกับเขาให้ได้ก่อน

หากพวกเขามีเรื่องให้ทำร่วมกัน มันก็จะเป็นเรื่องง่ายในการหาเรื่องคุยและพวกเขาก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

และนั่นก็เป็นเหตุผล ที่ทำไมนางถึงได้เสนอเรื่องการคิดโครงเรื่องให้เซียวหานเจิงเขียน

ตอนนางยังเด็ก นางเป็นนักเรียนเกรดเอรวดและยังเป็นหัวโจ๊กในโรงเรียนด้วย

นางต่อยตีนักเรียนชายหญิงทุกคนที่รังแกเพื่อนในชั้นเรียนของนาง ดังนั้น จึงไม่มีเด็กผู้ชายคนไหนที่กล้าตามจีบนาง

เมื่อนางเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย มีเด็กหนุ่มหลายคนตามจีบนาง แต่น่าเสียดายที่นางไม่ชอบใครในหมู่พวกเขาเลย

หลังจากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย นางก็ไม่ยอมทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ ไม่เพียงแต่นางจะไม่ทำงานกับบริษัท แต่นางยังหมกมุ่นอยู่กับการค้นคว้าวิจัยการเกษตร

ในหัวของนางเต็มไปด้วยเรื่องการวิจัย และนางไม่มีเวลาหรือพลังงานเพื่อใช้พูดคุยเรื่องอื่นอีก

เซียวหานเจิงตกตะลึง “การบ่มเพาะเพื่อเป็นเซียน?”

สือชิงลั่วพยักหน้า “ถูกแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ตัวเอกเป็นชาวบ้านธรรมดาที่อยู่ๆวันหนึ่งก็ได้รับโชค เขาจึงได้เข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะเพื่อเป็นเซียน”

เซียวหานเจิงเริ่มสนใจมากขึ้น “บอกรายละเอียดให้ข้าทีสิ ข้าน่าจะเขียนเรื่องแบบนี้ได้”

เขาสามารถยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ แต่กับเรื่องความรักของบัณฑิตกับหญิงสาวนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาชอบเลยสักนิด

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาระหว่างคนทั้งสอง

พวกเขาจำต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น

สือชิงลั่วเปิดประตูและเห็นแม่เซียวถือผ้าห่มเดินเข้ามา

แม่เซียวยิ้มบางให้กับสือชิงลั่วและพูดว่า “เจิงเอ่อร์ก็ฟื้นแล้ว ข้า ป๋ายหลี่และเอ้อร์หลางก็ไม่จำเป็นต้องเฝ้าตอนกลางคืนอีก ข้าจึงเอาผ้าห่มมาให้เจ้า”

ในมุมมองของแม่เซียว ทั้งสองนั้นถือว่าได้แต่งงานกันแล้ว

“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านแม่” สือชิงลั่วเข้าใจว่านางหมายถึงอะไร

นอกจากนี้ บ้านที่นางอยู่หลังนี้ก็ไม่มีห้องว่างอื่นให้นางอยู่

นี่เป็นบ้านเก่าของบ้านเซียวที่มีเพียงสองห้องนอนเท่านั้น

เดิมทีแม่เซียวกับบุตรสาวอยู่ด้วยกันหนึ่งห้อง เซียวหานเจิงกับเอ้อร์หลางอยู่ห้องเดียวกัน

หนึ่งวันก่อนที่นางจะแต่งเข้ามา แม่เซียวได้ขอให้คนมาช่วยทำที่กั้นไว้ในห้องของพวกนาง เพื่อให้เอ้อร์หลางได้นอนอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง

สือชิงลั่วไม่มีทางที่จะเข้าไปยัดอยู่กับแม่เซียวและคนอื่นๆ และนางก็ไม่มีทางทรมานตนเองโดยการไปนอนในห้องเก็บฟืนเด็ดขาด

ถึงยังไงนางกับเซียวหานเจิงก็แต่งงานกันแล้ว

แม้ว่าจะไม่มีพิธีแต่ง แต่ก็มีหนังสือแต่งงานที่เทียบเท่าได้กับใบทะเบียนสมรส

ในเมื่อพวกเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่ก็ยังเป็นช่วงทดลองอยู่

ไม่ว่าในอนาคตพวกเขาจะหย่ากันหรือไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หากตอนนี้พวกเขาจะนอนด้วยกัน

ก่อนที่นางจะยอมตกลง เซียวหานเจิงก็ไม่สามารถทำอะไรนางได้

ไม่อย่างนั้น นางจะใช้ค้อนทุบหัวเขาซะ

รอยยิ้มบนใบหน้าแม่เซียวกว้างขึ้น “ยินดีต้อนรับสู่การเป็นสมาชิกของครอบครัวเรา”

เซียวหานเจิงไม่คิดว่า สือชิงลั่วจะยอมตกลงนอนห้องเดียวกับเขา

แต่เมื่อคิดถึงความจริงที่ว่า ในบ้านหลังนี้ไม่มีห้องอื่นเหลืออยู่แล้ว เขาก็รู้ว่านางต้องไม่มีทางไปนอนที่ห้องเก็บฟืนอย่างแน่นอน

แต่ถึงนางต้องการไปนอนในห้องเก็บฟืนจริง พวกเขาก็คงไม่เห็นด้วยอยู่ดี

อยู่ๆเขาก็คิดขึ้นมาว่า นางจะเลือกนอนบนเตียงเล็กๆของเอ้อร์หลางหรือนอนเตียงเดียวกับเขา?

แน่นอนว่าเขาไม่สามารถปล่อยให้ภรรยาของเขานอนบนที่นอนเล็กๆนั้นได้ เขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้น

แม่เซียววางผ้าห่มไว้อีกด้านหนึ่งของเตียงของเซียวหานเจิง

นางพูดกับเขาว่า “เมื่อไหร่ที่เจ้าดีขึ้น เจ้าก็ไปขอบคุณผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่นๆด้วย ครอบครัวของเราได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในตอนที่เจ้าไม่ได้สติ”

“บ้านใหญ่ไม่ได้มาสร้างปัญหาที่นี่ในวันนี้ก็เพราะมีผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่”

มันอาจจะเป็นเพราะสือชิงลั่วด้วยส่วนหนึ่ง จึงทำให้สตรีร้ายกาจทั้งสองไม่กล้ามาที่นี่

ไม่อย่างนั้น หากเป็นวันอื่น พวกนางก็คงจะมาวุ่นวายและครอบครองทุกโต๊ะในงานเลี้ยงจนหมด

แน่นอนว่า นางไม่คิดบอกเรื่องนี้กับบุตรชาย

มันคงไม่เป็นการดี หากบุตรชายของนางเข้าใจผิดคิดว่าชิงลั่วเป็นนางเสือร้าย

ชิงลั่วทั้งอ่อนโยนและจิตใจดี แม้แต่ตอนที่นางต้องลงไม้ลงมือ ก็ล้วนเป็นเพราะนางถูกตัวปัญหาเหล่านั้นบังคับให้ต้องทำ

ใช่ เป็นเช่นนี้แหละ

เซียวหานเจิงพยักหน้า “ข้าควรจะไปขอบคุณพวกเขาด้วยตนเอง”

ในชีวิตก่อนของเขา ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังจากที่เขาแยกกับบ้านใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านกับคนอื่นๆต่างก็ช่วยเหลือครอบครัวของเขาเอาไว้มาก

เขาจดจำความช่วยเหลือของพวกเขาเอาไว้เสมอ

ในชีวิตก่อนของเขา เขาได้ทดแทนบุญคุณของพวกเขาแล้ว แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในชีวิตก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังต้องตอบแทนพวกเขาในชีวิตนี้เช่นเดียวกัน

เมื่อได้ยินแม่เซียวพูดถึงญาติทางบิดาของเขา แววตาที่เดิมอ่อนโยนของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด