บทที่ 7 : ข้าแต่งเข้าบ้านท่านดีหรือไม่?
บทที่ 7 : ข้าแต่งเข้าบ้านท่านดีหรือไม่?
หลังจากที่หวูซื่อกับหวังซื่อกลับไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็มองไปทางแม่เซียวด้วยสายตาผิดหวัง
“ถ้าหานเจิงไม่ฟื้นขึ้นมา พวกเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเองไม่ได้เลยหรือ?”
“พวกเจ้าแยกบ้านกับบ้านใหญ่เซียวแล้ว หากเจ้าต้องเข้มแข็ง เจ้าก็ต้องทำให้ได้”
แม่เซียวพยักหน้าด้วยดวงตาฉ่ำวาว “เจ้าค่ะ!”
นางพยายามแล้ว แต่นางก็สู้คนพวกนั้นไม่ได้
นางคงทำได้เพียงแต่โทษตนเองที่อ่อนแอเกินไป นางเกือบปกป้องบุตรสาวเอาไว้ไม่ได้แล้ว
ผู้ใหญ่บ้านเซียวมองนางที่ร้องไห้ด้วยท่าทางอ่อนแอก็ถอนหายใจ “ข้าก็ได้แต่หวังว่าหานเจิงจะฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน”
ไม่อย่างนั้น มารดาและบุตรทั้งสองคงเอาชีวิตรอดต่อไปไม่ได้
เซียวหานเจิงเป็นชายหนุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดในตระกูลเซียว และถูกเลี้ยงดูโดยมารดา หากเขาไม่ฟื้นขึ้นมาคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก
เขาคงจะเสียใจมากเช่นกัน
แม่เซียวร้องไห้ “ใช่ หากเจิงเอ่อร์ฟื้นขึ้นมาก็คงดี”
สือชิงลั่วไม่เห็นด้วยกับความคิดของนางเท่าไหร่นัก นางเชื่อเสมอว่า การพึ่งพาตนเองนั้นดีกว่าต้องคอยพึ่งคนอื่น
แต่ด้วยนิสัยของแม่เซียวนั้นป่วยการที่จะพูดเรื่องนี้ออกไป
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นางก็พยายามปกป้องบุตรสาวอย่างสุดความสามารถแล้ว
โชคร้ายที่ความแตกต่างของร่างกายและความร้ายกาจของพวกนางนั้นห่างชั้นกันมากเกินไป แม่เซียวจึงสู้อีกฝ่ายไม่ได้เลย
ผู้ใหญ่บ้านเซียวหยิบถุงเงินออกมา “นี่เป็นเงินไม่กี่เหลียงที่ข้ากับผู้อาวุโสในตระกูลรวบรวมมา รีบนำเงินไปรักษาหานเจิงเถอะ”
แม่เซียวซาบซึ้งใจ ก่อนหน้านี้ นางได้หยิบยืมเงินจากครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านเซียวไปแล้วหกเหลียงเพื่อนำมารักษาบุตรชาย
ไม่เพียงแต่เขาจะไม่เรียกร้องเอาเงินคืนจากนาง แต่เขายังได้รวบรวมเงินจากผู้อาวุโสบางคนมาให้นางด้วย ทั้งที่พวกเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย
แม้ว่าพวกนางจะเชื่อว่า ยาของสือชิงลั่วนั้นได้ผล แต่ถ้าไข้ของบุตรชายนางยังไม่ลดลง หรือร่างกายของเขาอ่อนแอในตอนที่ฟื้นขึ้นมา พวกนางก็สามารถใช้เงินส่วนนี้เพื่อซื้อยามาบำรุงร่างกายให้เขาได้
ดังนั้น แม้ว่าเงินนั้นจะร้อนลวกมากเพียงใด แม่เซียวก็ยังคงรับมาถือไว้อยู่ดี
นางเดินเข้าไปคุกเข่าคำนับผู้ใหญ่บ้านเซียว “ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านกับผู้อาวุโสทุกท่าน สำหรับความเมตตาที่มอบให้ เมื่อไรที่หานเจิงฟื้น เราจะต้องตอบแทนพวกท่านอย่างแน่นอน”
หากไม่ได้ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆคอยให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลานี้ นางคงไม่รู้ว่า ตนเองกับลูกๆจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร
ในอดีต ผู้ใหญ่บ้านกับคนอื่นๆก็เคยช่วยเหลือนางกับลูกๆเอาไว้ นางจดจำความเมตตาของพวกเขาเอาไว้ในใจเสมอมา
นางสูดลมหายใจเข้าลึกและพูดว่า “หากเจิงเอ่อร์ไม่ฟื้นขึ้นมา ข้าก็ยังคงตอบแทนพวกท่าน”
แม้ว่าแม่เซียวจะเป็นคนอ่อนแอ แต่นางก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง
ผู้ใหญ่บ้านเซียวโบกมือ “ไม่ต้องรีบร้อน เราต้องช่วยหานเจิงให้ได้ก่อน”
จากนั้น สายตาของเขาก็มองไปทางสือชิงลั่ว “สือกูเหนียง ขอบคุณเจ้ามากที่ปกป้องสองแม่ลูกบ้านเซียว”
ในตอนที่พวกเขามาถึง พวกเขาก็บังเอิญได้ยินสือชิงลั่วที่กำลังออกปากไล่คนจากตระกูลหวู
ไม่อย่างนั้นแล้ว หากพวกเขาต้องการไล่คนตระกูลหวูกลับไปคงเป็นเรื่องยุ่งยากกว่านี้
สือชิงลั่วยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ ข้าเพียงช่วยเพราะเห็นถึงความไม่เป็นธรรมก็เท่านั้น”
ผู้ใหญ่บ้านเซียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือนนาง “ตระกูลหวูไม่ได้เป็นเพียงแค่ตระกูลที่ร่ำรวยอยู่ในอำเภอเท่านั้น แต่น้องสาวของฮูหยินหวูยังเป็นอนุภรรยาของนายอำเภอ แม้แต่นายอำเภอก็ยังต้องให้ความเกรงใจพวกเขาอยู่สามส่วน”
“สือกูเหนียง เจ้าต้องระวังตัวเอาไว้ด้วย”
ไม่ว่ายังไง สือกูเหนียงก็ได้ช่วยคนบ้านเซียวเอาไว้ เขาไม่ต้องการให้เกิดปัญหาขึ้นกับนางเพราะการแก้แค้นจากคนตระกูลหวู
สือชิงลั่วรับรู้ได้ว่า ผู้ใหญ่บ้านกับผู้อาวุโสของหมู่บ้านเซี่ยซีมีมนุษยธรรมมากกว่าคนในหมู่บ้านช่างซี
เธอยอมรับคำเตือนของอีกฝ่าย “ได้ ข้าจะระวังเอาไว้”
ผู้ใหญ่บ้านเซียวบอกกับแม่เซียวว่า หากคนบ้านใหญ่เซียวยังต้องการขายบุตรสาวของนาง ก็ให้นางบอกเซียวเอ้อร์หลางมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขา
หลังจากพูดจบ เขาก็กลับไปพร้อมกับคนอื่นๆ
เซียวป๋ายหลี่รีบเดินเข้าไปพยุงมารดาของนาง
ทั้งสองต่างมองสือชิงลั่วด้วยความขอบคุณ “สือกูเหนียง/พี่สาวสือ วันนี้ต้องขอบคุณท่านมาก!”
แม่เซียวพูดต่อ “เราต้องหาทางตอบแทนบุญคุณเจ้าในอนาคตอย่างแน่นอน”
สือชิงลั่วส่ายหน้า “ข้ายินดี พวกเราเพียงบังเอิญได้พบเจอกันก็เท่านั้น”
นางคิดอยู่ครู่หนึ่งและถาม “ข้าคิดว่าหญิงสองคนจากบ้านใหญ่เซียวต้องไม่ปล่อยท่านแน่ ท่านได้คิดวิธีรับมือพวกนางเอาไว้หรือยัง?”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของพวกนางสองคนเปลี่ยนไปทันที
พวกนางไม่รู้ว่าจะจัดการกับคนพวกนั้นได้ยังไง
พวกนางไม่มีทางสู้หรือทุ่มเถียงชนะคนพวกนั้นได้ แล้วพวกนางจะทำอย่างไรดี?
“เรายังคิดไม่ออก” แม่เซียวตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น
แม่เซียวเป็นคนอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้โง่
นางมองสือชิงลั่ว “สือกูเหนียงมีความคิดดีดีหรือไม่?”
ไม่อย่างนั้น นางก็คงไม่ถามออกมาเช่นนี้
สือชิงลั่วถามกลับ “ท่านคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไร?”
แม่เซียวตอบโดยไม่ต้องคิด “สือกูเหนียงเป็นคนดีมาก”
แต่แล้วมันเกี่ยวกับการจัดการคนพวกนั้นยังไง?
พวกนางคงไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากสือกูเหนียงได้ตลอดเวลา จริงหรือไม่?
สือชิงลั่วไม่คิดอ้อมค้อมและพูดออกไปตามตรง “ทำไมไม่ให้ข้าแต่งเข้าบ้านท่านและเป็นลูกสะใภ้ของท่านล่ะ? ข้าก็จะได้เป็นพี่สะใภ้ของป๋ายหลี่กับเอ้อร์หลางด้วย ท่านคิดเช่นไร?”
“ถ้าเป็นแบบนั้น หากหญิงสองคนจากบ้านใหญ่เซียวมารังแกพวกท่านอีก ข้าก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพวกท่านได้ง่ายขึ้น”
แม่เซียวกับบุตรทั้งสองต่างตกตะลึง
หลังจากผ่านไปนาน แม่เซียวก็ได้สติ “เจ้าหมายถึง เจ้าอยากแต่งเข้าบ้านของพวกเราอย่างนั้นเหรอ?”
แม้ว่าในอดีต จะมีหญิงสาวหลายคนที่ต้องการแต่งงานกับเจิงเอ่อร์ แต่ก็ไม่มีใครที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เจิงเอ่อร์ไม่ได้สติ นางก็ได้ยินหลายคนพูดลับหลังนางด้วยความยินดี พวกเขาพูดกันว่า โชคดีที่เจิงเอ่อร์ไม่ได้รีบแต่งงาน ไม่อย่างนั้นแล้ว พวกนางก็คงต้องโชคร้ายหรือกลายเป็นหม้าย
หากในอดีต สือชิงลั่วต้องการแต่งงานกับเจิงเอ่อร์ นางก็คงไม่รู้สึกแปลกใจ
แต่ตอนนี้ สถานการณ์ครอบครัวของนางกำลังย่ำแย่ แล้วทำไมสือชิงลั่วถึงได้อยากกระโดดลงหลุมไปกับพวกนางเล่า?
แม้ว่านางจะรู้สึกว่า เมื่อสือชิงลั่วแต่งเข้ามานางก็จะสามารถพึ่งพาอีกฝ่ายให้จัดการกับคนพวกนั้นได้ แต่นางก็ไม่ต้องการหลอกใช้อีกฝ่าย
ดังนั้น นางจึงถอนหายใจและพูดว่า “สือกูเหนียง ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยินดี แต่เจ้าก็เห็นว่าที่บ้านของข้าเป็นอย่างไร หากเจ้าแต่งเข้ามา ชีวิตของเจ้าก็จะไม่สงบสุข”
“เจิงเอ่อร์ยังไม่ฟื้น และบ้านของเรายังมีหนี้อีกหลายสิบเหลียง ของกินภายในบ้านก็ไม่มีเหลือ”
“ถึงพวกเราจะแยกบ้านกับบ้านใหญ่แล้ว แต่ตราบใดที่เจิงเอ่อร์ยังไม่ฟื้น คนพวกนั้นก็ยังจะมาหาเรื่องไม่จบไม่สิ้น”
ดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตา นางกัดฟันพูด “ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากเจิงเอ่อร์ไม่ฟื้น เจ้าก็จะกลายเป็นหม้ายในทันทีที่แต่งเข้ามา เราไม่อยากทำร้ายผู้มีพระคุณของเราเช่นนี้”
แม้ว่าเซียวป๋ายหลี่กับเซียวเอ้อร์หลางจะรู้สึกขอบคุณและชื่นชอบสือชิงลั่วจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการทำผิดคุณธรรมและบอกว่าการที่นางแต่งเข้ามาเป็นเรื่องดี
หากพี่ชายของพวกเขายังมีสติอยู่ พวกเขาคงยินดีที่จะมีพี่สะใภ้เช่นนางโดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด
แต่พี่ชายของพวกเขายังคงสลบไสล และพวกเขาไม่รู้เลยว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่
พวกเขาไม่ต้องการทำร้ายนาง
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของแม่เซียวและเห็นสีหน้าของพวกเขา สือชิงลั่วก็รู้สึกว่าตนเองนั้นตัดสินใจได้ถูกต้อง
สือชิงลั่วแสดงเจตนาของตนเองออกมาอย่างชัดเจน
“คนบ้านสือต้องการฝังข้าไปพร้อมกับคุณชายตระกูลหวู พวกท่านคงรู้ว่า ถ้าหากข้าไม่เลือกแต่งงานออกไปเอง ครอบครัวของข้าก็จะกลายเป็นกองไฟกองใหญ่สำหรับข้า”
“ข้าเป็นคนแข็ง ไม่เหมาะที่จะแต่งเข้าไปอยู่กับครอบครัวใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนและมีแม่สามีที่ร้ายกาจ”
“ครอบครัวของพวกท่านเหมาะกับข้า”
“ข้าไม่สนใจเรื่องความขัดสนและปัญหาที่ครอบครัวของพวกท่านกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ข้ามีความต้องการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
“หากข้าแต่งเข้าบ้านท่านแล้ว ท่านไม่มีสิทธิยุ่มย่ามกับสิ่งที่ข้าจะทำในอนาคต หากจะให้ดีก็ให้ข้าเป็นผู้นำของบ้านเสีย”
“ในทางกลับกัน ข้าก็จะปกป้องท่านและนำพาท่านไปสู่ความรุ่งโรจน์”
นางพูดต่อ “ข้าคิดว่า อาการของเซียวหานเจิงจะต้องดีขึ้น หลังจากที่ได้กินยาของข้าเข้าไปแล้ว”
“ถ้าหากเขาไม่ฟื้น ข้าก็ไม่ถือสาหากว่าต้องกลายเป็นหม้าย ขอแค่มีชีวิตที่ดีก็พอแล้ว”
มันจะดีกว่าหากพูดให้ชัดเจนเสียตั้งแต่ตอนนี้
นี่คือตัวตนของนาง นี่คือเจตนาที่นางเลือกแต่งเข้าบ้านพวกเขา ที่เหลือล้วนขึ้นอยู่กับแม่เซียวและบุตรทั้งสองของนางที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ