Chapter 48: เจ้าชายกำลังกลับบ้าน – 3 (ส่วนที่2)
**
พาลาดินได้ตั้งวงล้อมขึ้นล้อมรอบฉากฆาตกรรม
ผู้คนจากตลาดต่างรวมตัวกันและกระซิบกันไปมา
“เหตุฆาตกรรมอีกแล้วเหรอเนี่ย?”
“ไม่ใช่มันพึ่งเกิดไปไม่นานนี้เหมือนกัน?”
“ฉันละสงสัยจริงว่าพวกยามต่างทำอะไรกันอยู่..”
ฉันสังเกตเห็นท่าทางของพวกเขา ในขณะที่นั่งอยู่ด้านในรถม้า รถของฉันเริ่มที่จะออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
“ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ฝ่าบาท เหล่าพาลาดินจะจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้เองครับ” ฮาร์แมนพูด ในขณะที่มองมาที่ฉันด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล “ท่านดูเหมือนจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเลยนะครับ ฝ่าบาท”
ฉันหันกลับไปมองทางประตู ดวงตาที่ดูหมองหม่นสะท้อนกลับมาจากกระจกตรงประตูรถม้า
ตกใจ? อืม ถูกแล้วละ ค่อนข้างตกใจมากเลยละ แต่ว่ามันไม่ใช่เพราะเหตุฆาตกรรมนั่นหรอก
ฉันพบเจอซอมบี้นับร้อย ไม่สิ นับพันตัวมาก่อนแล้ว อย่าลืมว่าฉันได้ระเบิดหัวของแวมไพร์ไปด้วยเหมือนกัน มันต้องขอบคุณลักษณะพิเศษของอาชีพฉัน มันทำให้ฉันเป็นคนที่ทนต่อเรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่าปกติทั่วไป
แต่ถ้าอยากรู้ถึงสิ่งที่มันกำลังรบกวนใจฉันอยู่แล้วละก็....
ฉันกุมหัวอย่างหดหู่ “...ฉันมองเห็นตัวเองในอนาคตต้องใช้แรงงานหนักนี่ละ”
“...?”
ชาร์ลอตต์ที่นั่งอยู่ด้านข้างฉันดูมีสีหน้างุนงง
ในเวลาเดียวกัน รถม้าก็ได้มาถึงพระราชวังจนได้
ประตูที่ดูสง่างามของปราสาทเปิดออกและพวกเราก็เข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย
คนรับใช้นับไม่ถ้วนต่างตั้งแถวยาวพร้อมกับโค้งตัวให้กับพวกเรา
หลังจากที่พวกเราออกมาจากรถม้า ฮาร์แมนพูดกับคนที่ดูเหมือนกับเป็นหัวหน้าคนรับใช้ “เจ้าชายได้เหนื่อยล้ากับการเดินทางที่ยาวไกลมาก ได้โปรดพาเขาไปยังที่พัก ในยามที่ผมกำลังไปพูดคุยกับองค์จักรพรรดิด้วย นอกจากนี้แล้ว..”
หลังจากพูดคุยกันสักครู่หนึ่ง ชาร์ลอตต์ก็ได้ถูกแยกห้องออกไปพัก สำหรับฮาร์แมนแล้ว เขาดูเหมือนจะแยกตัวออกไปคุยกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
สำหรับฉันแล้ว ฉันก็ถูกนำไปยังห้องที่ฉันกำลังจะได้อยู่ต่อไปหลังจากนี้เหมือนกัน
ในขณะที่เท้าของฉันกำลังเดินไปบนเส้นทางไปยังห้องพักในพระราชวังที่ดูใหญ่โตมากแห่งนี้ หัวของฉันนั้นวิ่งวุ่นไปหมด
เรื่องแรกคือร่างที่ไร้หัวที่ฉันเห็นในซอยนั่น เรื่องที่สองคือพลังมารที่หนาแน่น รวมทั้งกลิ่นเหม็นเน่าที่ฉันได้กลิ่นก่อนหน้านี้
ฉันมันคุ้นเคยกับพวกมันมาก ที่จริงแล้วฉันก็ได้กลิ่นที่คล้ายคลึงกันแบบนี้ที่โรเนียด้วยเหมือนกัน มันเป็นกลิ่นที่เป็นตัวตนที่ก้าวข้ามอันเดทธรรมดาทั่วไปแล้ว
ในอีกความหมายหนึ่ง มันก็คือแวมไพร์นั่นเอง
กลิ่นเหม็นเน่าที่เหมือนกับแวมไพร์กำลังโชยไปทั่วเมืองหลวงของจักรวรรดิ
“ฉันตกที่นั่งลำบากแน่เลย แม่งเอ้ย แย่จริงโว้ย!”
แม่งเอ้ย! ใครจะไปคิดว่าแวมไพร์มันจะกล้าอาศัยอยู่ในเมืองหลวงของจักรวรรดิทีโอเครติคแห่งนี้กัน เมืองที่ที่รูปปั้นของไกอาตั้งตะหง่านแบบนี้!
เดี๋ยวก่อนนะ มันอาจจะเป็นเพราะความรักและความเมตตาของเทพีไกอาต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน? นี่มันความเมตตาบ้าบออะไรกันเนี่ย มันยังไปครอบคลุมเจ้าพวกนี้อีก?!
“ฉันควรที่จะหนีไปจากที่นี่แล้ว”
อืม ฉันต้องหนีไปจากที่นี่
ฉันปฏิเสธที่จะกลับไปเผชิญนรกที่ฉันพบเจอในโรเนีย ไม่สำคัญว่าฉันปรารถนาความรู้มนตรามากเพียงใด ชีวิตของฉันคือสิ่งแรกเหนือสิ่งอื่นใด
ฉันเรียกสาวรับใช้ออกมา
“ค..ค่ะ ฝ่าบาท!”
เธอดูเกร็งมาก มันค่อนข้างสมเหตุสมผลแหละ ตั้งแต่มันมีเรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเจ้าชายองค์ที่เจ็ดพยายามที่จะลวนลามนางสนมภายในรั้วพระราชวังแบบนี้
มันเห็นได้อย่างเด่นชัดเลยว่าคนที่นำทางฉันคงจะตื่นกลัวมาก
ฉันถามเธอขึ้น “เจ้ารู้ไหมว่าห้องสมุดอยู่ที่ไหน?”
แม้ว่าฉันวางแผนที่จะวิ่งหนีไปก็ตามที อย่างน้อยฉันควรที่จะ ‘ยืม’ คัมภีร์แพงๆนี้ก่อน มันเป็นเรื่องชาญฉลาดที่จะทำมัน ในความเป็นจริงแล้ว ฉันต้องการที่จะพบกับหัวหน้าบาทหลวงราฟาเอลก่อนที่จะไปจากที่นี่ด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าฉันทำแบบนี้แล้ว ฉันคงมีโอกาสที่จะหนีออกไปจากที่แห่งนี้น้อยกว่าเดิม
ฉันปฏิเสธ ‘ความใจดี’ ของนางรับใช้ที่พยายามจะนำทางฉันไปยังห้องสมุด ฉันจำทิศทางไว้คร่าวๆ ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังห้องสมุดด้วยตัวของฉันเอง
ตั้งแต่ที่ฉันพอมีเงินอยู่บ้างแล้ว หลังจากที่ได้หนังสือที่มีประโยชน์เหล่านั้นแล้ว ฉันก็น่าจะหาม้าสักตัวหรือรถม้าที่จะพาฉันออกไปจากที่แห่งนี้ได้
การหลอกสายตาของพวกพาลาดินคุ้มกันน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ตั้งแต่ที่ฉันจะอ้างกับพวกเขาไปว่าฉันจะออกไปเดินเล่นในเมือง สำหรับชาร์ลอตต์แล้ว มันน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ตั้งแต่ที่ฮาร์แมนอยู่ที่นี่แล้ว เธอก็จะได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี ก่อนที่จะถูกส่งกลับไปที่บ้าน
ในขณะที่คิดดังนี้แล้วฉันก็มองไปรอบๆด้วยสีหน้าที่งุนงง
“...ฉันหลงเหรอเนี่ย?”
พระราชวังมันใหญ่กว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก มันเหมือนกับเขาวงกตที่ซับซ้อนเลย!
สถานที่ฉันหลงไปนั้นกลับกลายเป็นสวนของพระราชวังเสียแทน
มันมีรูปปั้นทองแดงที่ถูกแกะสลักไว้ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ตั้งไว้ล้อมรอบต้นไม้และดอกไม้เคียงข้าง พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสของเธอ เธอกำลังลูบหัวเด็กทั้งสองอย่างอ่อนโยน
“เธอดูไม่เหมือนเทพีไกอาเลย”
เธอดูแตกต่างไปจากเทพีที่ดูองอาจที่อยู่ใจกลางจัตุรัสกลางเมือง ฉันได้อ่านตัวอักษรที่สลักอยู่ด้านล่างรูปปั้นทองแดง
“...ยูริเซีย?”
เธอเป็นคนของพระราชวังแห่งนี้งั้นเหรอ?
เธอน่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อห้าปีก่อน ฉันตัดสินตามวันเกิดและวันเสียชีวิตที่สลักอยู่บนรูปปั้น
“โอ้ย! หลังฉัน… แม่งเอ้ย! ฉันสั่งคนใช้ให้ทำแล้วนี่นา ทำไมพวกเขาถึงทำงานได้สะเพร่าแบบนี้กัน? ฉันอาจจะต้องไปตัดหัวพวกเขาทิ้งและไปแขวนไว้ตรงประตูเมืองแล้วละ”
ฉันหันหัวไปทางเสียงบ่นที่ดังขึ้น
“ฉันก็มัวแต่คาดหวังว่าจะได้เจอสิ่งดีๆ ตั้งแต่ที่พวกเขาเป็นคนที่ถูกจ้างเข้ามาใหม่ เมื่อคิดเกี่ยวกับเจ้าพวกโง่เง่านั้นที่ใช้ชีวิตจากภาษีของประชาชนจะขี้เกลียดแบบนี้”
ชายแก่นั้นยืนอยู่บนบันได เขากำลังตัดใบไม้อยู่ หลังจากที่เขาปีนลงมาบนพื้น ชายแก่ก็เริ่มนวดหลังตัวเอง ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็สังเกตเห็นฉันและเขาก็สะดุ้งตัว สีหน้าของเขาตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มันเป็นเรื่องที่ดีเลย ฉันควรจะถามชายแก่นี่ว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไง “อา ขอโทษที่รบกวนนะครับ ผมต้องการที่จะถามเกี่ยวกับ...”
“ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำคือการทำเคารพข้าก่อนสิ เจ้างั่งเอ้ย!”
อยู่ๆชายแก่ก็ตะโกนกลับมาหาฉัน
มันเป็นคราวของฉันที่สะดุ้งบ้างและหันกลับไปจ้องมองเขาอย่างสับสน
“นอกจากนี้แล้ว ขอโทษที่รบกวนอะไร? ไอ้งั่งนี่กินอะไรเข้าไปถึงได้โง่ขนาดนี้กัน... อา ใช่ เอาไอ้นั่นมาให้ข้าด้วย”
ชายแก่ชี้ไปที่ด้านข้างฉัน ฉันมองไปและเห็นจอบรวมทั้งถังโลหะที่มีดินอยู่ในด้านใน
“เจ้าทำอะไรอยู่? ทำไมเจ้าถึงไม่เอามันมาให้ข้าอีก?”
ฉันงุนงงมาก
มันมีคนมากมายกี่คนกันที่สั่งเจ้าชายองค์ที่เจ็ดได้แบบนี้? ในขณะที่ฉันคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ก้มมองชุดของตัวเอง
มันเป็นที่น่าประลหาดใจมาก มันยังเป็นชุดนักเดินทางซอมซ่อที่ฉันสวมในโบสถ์ ฮาร์แมนได้ส่งชุดที่เรียบหรูมาก่อนหน้านี้ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่มัน เนื่องจากฉันคิดว่ามันน่าจะทำให้ฉันลำบากพอควร
ชายแก่คนนี้เข้าใจฉันผิดว่าฉันเป็นชาวสวนคนใหม่?
“เจ้าเด็กหนุ่มมัวทำอะไรอยู่อีก? เร็วๆเข้า”
ฉันเลียริมฝีปาก
ชายแก่ถกแขนเสื้อขึ้นหลังจากที่ฉันส่งถังและจอบให้ เขาก้มต่ำลงกับพื้น เมื่อฉันเฝ้ามองเขากำลังทำงานอยู่ มันทำให้ฉันรู้สึกประหลาดๆ
ชายแก่คนนี้… เขาดูคุ้นๆชอบกล
เขาเป็นคนที่รู้จักเจ้าของร่างเดิมนี้หรือเปล่า?
ไม่นานหลังจากนั้น ชายแก่ก็ปัดฝุ่นออกจากมือและลุกขึ้นยืนเหมือนกับว่าเขาได้ทำสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อตัดสินจากความเร็วที่เขาทำแล้ว เขาน่าจะใกล้ทำเสร็จแล้ว ก่อนที่ฉันปรากฏตัวขึ้น
“ฟู่วว”
เขาพ่นลมออกมา
มือของเขานั้นหยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผล มันเหมือนกับว่ามันได้ผ่านการทำงานหนักมาเป็นเวลาหลายปี เขาใช้มือที่เลอะดินเช็ดกับเสื้อของตัวเอง แต่ฉันทนไม่ได้ที่จะเห็นเสื้อสะอาดแบบนั้นสกปรก ฉันรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดมือเขาแทน
ในขณะที่กำลังเช็ดมือ ฉันก็พูดกับเขา “ท่านอยู่ตรงนี้คนเดียวเหรอครับ? คนเพียงคนเดียวจะดูสวนขนาดใหญ่นี้ไหวได้ยังไงกัน..?”
ถึงแม้ว่ามันจะยังดูอึดอัด ฉันก็พยายามที่จะทำตัวให้มีมารยาทเหมือนกับเจ้าชาย ฉันตระหนักได้ว่าที่แห่งนี้มันเป็นด้านในพระราชวัง แต่การทำตัวสุภาพแบบนี้มันไม่เหมาะกับฉันเลยสักนิด
ฉันมองไปที่ใบหน้าของชายแก่
แม้ว่าจักรวรรดิทีโอเครติคจะเป็นจักรวรรดิที่มีคุณธรรม รวมทั้งมีพลังอำนาจมากมาย แต่หัวหน้าของสวนนี้คงจะไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไหร่ เมื่อตัดสินจากการที่ปล่อยให้ชายแก่จัดการทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ด้วยตัวเพียงคนเดียว เขาได้พูดถึงการจ้างคนมาใหม่ก็จริง แต่มันก็ไม่มีใครสักคนอยู่ที่นี่เลย ฉันพบว่าพวกเขาคงโยนงานทุกอย่างนี้ไว้บนไหล่ของชายแก่และออกไปเที่ยวเล่นที่อื่นกันแล้ว
ชายแก่มีสีหน้าตกตะลึงบนใบหน้า
เขาจ้องมาที่ฉันสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดปากพูด “อืม...เรื่องที่เจ้าเสียความทรงจำไปมันเป็นเรื่องจริงสินะ”
คำพูดเหล่านี้ทำให้ฉันกลับไปมองชายแก่อีกครั้งหนึ่ง
“ไม่เพียงแต่นิสัยของเจ้าที่เปลี่ยนไป เจ้ายังจำปู่ของตัวเองไม่ได้อีก”
ฉันสะดุ้งกับคำพูดของเขา ก่อนที่จะรีบใช้งาน [เนตรจิต]
[ชื่อ : เคลต์ ออโฟเซ่ (จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์)
อายุ : 105
ความสามารถ : บดขยี้,ทำลาย,พลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมหาศาล,สายฟ้าฟาด,ความแข็งแกร่งทางร่างกายดั่งสัตว์ประหลาด
เฮ้ออ! ฉันควรที่จะปฏิบัติตัวกับครอบครัวตัวเองให้ดีกว่านี้ วิ้ว…]
ผู้ปกครองสูงสุดของจักรวรรดิทีโอเครติค ชายผู้ซึ่งถูกขนานนามว่ามหาวีรบุรุษ ผู้ซึ่งได้สังหารราชาเนโครแมนเซอร์เอม่อนไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ชายผู้ที่เป็นปู่ของฉัน เคลต์ ออโฟเซ่ได้ยืนอยู่ที่เบื้องหน้าของฉันในตอนนี้