เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 102 ใบไม้ผลิท่ามกลางลมหนาว (อ่านฟรี)
เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 102 ใบไม้ผลิท่ามกลางลมหนาว
แปลโดย iPAT
ฟางหยวนมาถึงห้องโถงภารกิจฝ่ายในและส่งมอบพิษผึ้ง
ชายวัยกลางคนเปิดปากถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้าทำภารกิจสำเร็จงั้นหรือ?"
"แล้วท่านคิดว่าอย่างไร?" ฟางหยวนถามกลับ
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว นี่เป็นภารกิจที่เขาเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อสร้างปัญหาให้ฟางหยวน แต่ผู้ใดจะคิดว่าฟางหยวนจะสามารถจบภารกิจได้อย่างรวดเร็ว
ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างเคร่งขรึม "เด็กน้อย ตอบคำถามข้า หากเจ้าไม่ตอบอย่างซื่อสัตย์ มันจะส่งผลกระทบต่อการประเมินผล ให้ข้าถามเจ้า เจ้าทำภารกิจนี้เพียงผู้เดียวเช่นนั้นหรือ? พูดความจริง พวกเราสามารถตรวจสอบทุกสิ่ง"
"แน่นอน ข้าทำมันเพียงผู้เดียว" ฟางหยวนตอบ
"ดี ข้าจะลงบันทึกเอาไว้" ชายวัยกลางคนลอบหัวเราะอยู่ภายใน 'เจ้าเป็นเพียงเด็กใหม่ เจ้าจะสามารถจบภารกิจนี้ด้วยตัวเจ้าเพียงลำพังได้อย่างไร? รายงานที่ไม่น่าเชื่อถือชิ้นนี้จะถูกตรวจสอบโดยตระกูล เจ้าจะพบปัญหาอย่างแน่นอน'
อย่างไรก็ตามฟางหยวนยังกล่าวต่อ "แต่สถานการณ์นี้ค่อนข้างพิเศษ ในวันที่ข้าเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ ข้าพบหมีกำลังทำลายรังผึ้ง ข้าจึงฉวยโอกาสขโมยพิษผึ้งออกมา"
"อันใด?" พู่กันในมือของชายวัยกลางคนหยุดลงอย่างกะทันหันขณะที่เขาเงยศีรษะขึ้นมองฟางหยวน
ฟางหยวนเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา "อันใด? ท่านคิดว่าข้าจะสามารถทำภารกิจนี้ได้ด้วยตัวข้าเองจริงๆงั้นหรือ? แท้จริงแล้วข้าต้องขอบคุณท่านที่มอบภารกิจนี้ให้ข้า"
ชายวัยยกลางคนตกตะลึงจนถึงจุดที่ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกซับซ้อนในใจออกมาได้ เขาเพียงหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะก้มหน้าลงและบันทึกเรื่องราวต่อไป
ฟางหยวนมองชายผู้นี้ด้วยสายตาเย็นชา เขารู้ว่าภารกิจที่ยากลำบากชิ้นนี้ถูกจัดเตรียมมาเป็นพิเศษสำหรับเขาโดยเฉพาะ น่าเสียดายที่เขาสามารถจบภารกิจนี้ แม้ตระกูลจะสอบสวน แต่ฟางหยวนก็จัดฉากเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ชายวัยกลางคนผู้นี้จะตรวจสอบด้วยตัวเอง เขาก็จะไม่พบสิ่งใด
นี่คือเรื่องน่าเศร้าของระบบ สถานะของพวกเขาเป็นโซ่ที่ผูกมัดพวกเขาเอาไว้
"เอาล่ะ ภารกิจของเจ้าเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย เจ้าสามารถรับสืบทอดมรดกของครอบครัว แต่มรดกของเจ้าอยู่ในการดูแลของตงถู ห้องโถงภารกิจฝ่ายในจะนำมามอบให้เจ้าในอีกสามวันหลังจากนี้" ชายวัยกลางคนกล่าว
ฟางหยวนพยักหน้า แต่เขากลับมองไปที่บันทึกของชายวัยกลางคน "ตามกฎของตระกูล บันทึกเกี่ยวกับการทำภารกิจต้องได้รับการยืนยันโดยผู้ปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นโปรดส่งบันทึกให้ข้าตรวจสอบ"
การแสดงออกของชายวัยกลางคนเปลี่ยนไปทันที เขาไม่คิดว่าฟางหยวนจะคุ้นเคยกับกระบวนการนี้ เขากรีดร้องอยู่ในใจก่อนจะส่งบันทึกให้กับฟางหยวน
ฟางหยวนอ่านบันทึกและไม่พบปัญหา มันเป็นข้อความเพียงไม่กี่ร้อยตัวอักษรก่อนจะลงท้ายด้วยการประเมินว่า ดี
เขาสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างชายวัยกลางคนผู้นี้กับตงถูจากสิ่งนี้
ผลการประเมินไม่ใช่ พอใช้ นั่นหมายความว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ยังไม่ยอมละทิ้งจริยธรรมเพียงเพราะตงถู เหตุผลที่เขาช่วยตงถูเป็นเพียงเพราะมิตรภาพและธุรกิจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
มันเป็นการแก้ปัญหาด้วยเงิน
หลังจากส่งบันทึกคืนให้กับชายวัยกลางคน ฟางหยวนเดินออกจากห้องโถงภารกิจฝ่ายในทันที
ด้านนอกห้องโถงภารกิจฝ่ายใน ตงถูไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว
ฟางหยวนหัวเราะเสียงเย็น อิทธิพลของตงถูไม่มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อห้องโถงภารกิจฝ่ายใน กระทั่งผู้นำตระกูลจะต้องการทำสิ่งนี้ เขาก็ยังต้องถูกกดดันโดยผู้อาวุโสมากมายของตระกูลและต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล
‘ผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของมัน’ ฟางหยวนคิด
ทุกสังคมมีกฎระเบียบของมันเอง นั่นคือระบบ ผู้ที่ทำตามกฎก็คือตัวหมากเบี้ยของบางคน พวกเขาจะถูกจำกัดการกระทำและไม่สามารถควบคุมชีวิตของตนเอง
เว้นเพียงความแข็งแกร่งส่วนบุคคลของพวกเขาจะอยู่ในจุดที่สามารถต่อต้านองค์กร มิฉะนั้นการเข้าร่วมองค์กรจะทำให้พวกเขาสูญเสียอิสรภาพ
ด้วยการหยิบยืมพลังอำนาจของระบบตระกูล ฟางหยวนจะได้รับมรดกของครอบครัวกลับคืนในที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นตงถูหรืออวี๋โป้ พวกเขาย่อมไม่ยินดีสูญเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลเพื่อแทรกแซงเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
ในห้องโถงรับแขก
"พี่ตงถู ไม่มีสิ่งใดที่ข้าสามารถทำได้" ชายวัยกลางคนถอนหายใจขณะที่ยืนอยู่ต่อหน้าตงถู
ใบหน้าของตงถูบิดเบี้ยว เขานั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่กล่าวสิ่งใด
"ไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆงั้นหรือ?" ป้าที่นั่งอยู่ด้านข้างเปิดปากถามด้วยความกระวนกระวายใจ
ชายวัยกลางคนส่ายศีรษะ "มันมาถึงทางตันแล้ว เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของห้องโถงภารกิจฝ่ายในเรียบร้อยแล้ว หากไม่ถูกคัดค้านโดยผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองหรือผู้นำตระกูล ผลลัพธ์จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง พี่ตงถู รายการทรัพย์สมบัติทั้งหมดถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน โปรดส่งคืนพวกมันและอย่าทำให้ข้าพบกับความยากลำบาก" ชายวัยกลางคนนำบันทึกรายการทรัพย์สินออกมา
ในบันทึกมีรายการทรัพย์สินถูกเขียนเอาไว้ยาวเป็นหางว่าว มันมีทั้งที่ดินราคาแพงไปจนถึงเก้าอี้ราคาถูก นอกจากนี้ยังมีวิญญาณที่พ่อแม่ของฟางหยวนทิ้งไว้อีกด้วย
หลังจากผู้ใช้วิญญาณเสียชีวิต วิญญาณในการครอบครองของพวกเขาจะถูกส่งต่อให้กับทายาทโดยชอบธรรม นี่คือการกฎของตระกูล
ป้ามองรายการในบันทึกและไม่สามารถรักษาความเยือกเย็น "บัดซบ! เจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้! มันเป็นของเรา มันเป็นของพวกเรา! สามี พูดสิ่งใดบ้าง คิดเร็วเข้า หากไม่มีสมบัติเหล่านี้ พวกเราจะเหลือสิ่งใด? กระทั่งทาสก็ยังต้องส่งมอบออกไปกว่าครึ่ง พวกเราไม่สามารถเก็บพวกเขาเอาไว้!"
“เพียะ!”
ตงถูยืนขึ้นตบหน้าภรรยาของเขาและส่งนางล้มลงบนพื้น
"อย่าขึ้นเสียงกับข้า!" ตงถูเต็มไปด้วยความโกรธ "กบในกะลา! นี่คือกฎของตระกูล เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถเลือกที่จะไม่ส่งคืนสิ่งของเหล่านั้นงั้นหรือ? โง่เง่า!"
ป้ายกมือขึ้นจับใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงอยู่บนพื้นด้วยความตกใจขณะที่ใช้สายตาจ้องมองสามีของนางอย่างโง่งม
"ฮืม" ตงถูคว้าบันทึกรายการทรัพย์สินมาอ่านพร้อมกับกัดฟันแน่น
ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เขาสูดหายใจลึกก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความเกลียดชัง "เอากลับไป! ข้าจะ...ส่งมอบทุกสิ่ง...ไม่ขาดไม่เกิน...แต่..."
เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปนขึ้นพร้อมกับกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่กระตุกอย่างต่อเนื่อง การแสดงออกของเขาเต็มไปด้วยความดุร้าย "ฟางหยวน ข้าไม่สามารถต่อต้านห้องโถงภารกิจฝ่ายใน แต่ข้ายังสามารถจัดการเจ้า อย่าคิดว่าเจ้าจะมีชีวิตที่ดีหลังจากได้รับสมบัติเหล่านี้ ฮืม..."
สามวันถัดมา ฟางหยวนเดินออกจากห้องโถงภารกิจฝ่ายในพร้อมกับมรดกก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน หรือสัญญาซื้อขายทาส
"ผู้ใดจะคิดว่ามันจะมากมายถึงเพียงนี้" ฟางหยวนตะลึงเล็กน้อย
แม้เขาจะประเมินค่ามันไว้ค่อนข้างมากแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันเกินความคาดหมายของเขาไปไกลมาก
ที่ดินมากกว่าสิบไร่ ทาสแปดคน บ้านสามหลัง และโรงเตี้ยมอีกหนึ่ง
"ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดลุงจึงยืนกรานที่จะหยุดยั้งข้า" ฟางหยวนรู้สึกเข้าใจตงถูขึ้นมาทันที
ด้วยทรัพย์สมบัติระดับนี้ มันทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ดุจดั่งราชา
ยังไม่ต้องกล่าวถึงที่ดินกับทาส หากเขาปล่อยบ้านสามหลังให้เช่า เขาจะได้รับหินวิญญาณทุกเดือน มันเพียงพอที่จะสนับสนุนการบ่มเพาะของเขา
นอกจากนั้นมันยังมีโรงเตี้ยม ต้องรู้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีโรงเตี้ยมอยู่เพียงสี่แห่งเท่านั้น
“แท้จริงแล้วสกุลฟางของข้ามีบรรพบุรุษเป็นผู้อาวุโสของตระกูลมาถึงสามชั่วอายุคน พวกเขาสามารถส่งต่อมรดกมากมายให้แก่ทายาทรุ่นหลัง มันยังมีวิญญาณที่ถูกส่งผ่านมาอีกเจ็ดดวง แม้ข้าจะสามารถเลี้ยงดูพวกมัน แต่ประเด็นสำคัญคือมันเป็นวิญญาณสายพฤกษา”
วิญญาณดวงหนึ่งนอนอยู่บนฝ่ามือของฟางหยวน
มันดูเหมือนรากโสมสีเขียวที่มีใบสีมรกตเก้าใบยื่นออกมา
นี่คือโสมเก้าชีวิต มันเป็นวิญญาณสายรักษาระดับสอง
มันสามารถรักษาอาการบาดเจ็บทั่วไป แต่คุณค่าที่แท้จริงของโสมเก้าชีวิตอยู่ที่ใบทั้งเก้าของมัน ใบที่ถูกเด็ดออกมาแต่ละใบจะกลายเป็นใบไม้แห่งชีวิต
ใบไม้แห่งชีวิตคือวิญญาณระดับหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่ใช้ได้ครั้งเดียว
มันมีข้อเสียบางอย่าง นั่นคือหลังจากใช้งานมันไปแล้ว ภายในหนึ่งชั่วโมงใบไม้แห่งชีวิตใบที่สองจะไม่ส่งผลกระทบต่อคนผู้นั้นอีก
อย่างไรก็ตามข้อดีของมันคือมันสามารถรักษาอาการบาดเจ็บภายในได้ทันที นอกจากนั้นอาหารของมันยังหาได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นวิญญาณที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้ใช้วิญญาณสายรักษาระดับสอง
ทุกกลุ่มจำเป็นต้องมีผู้ใช้วิญญาณสายรักษา หากผู้ใช้วิญญาณได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจะทำอย่างไร? หากผู้ใช้วิญญาณสายรักษาตายหรือพลัดหลง มันจะเกิดสิ่งใดขึ้น?
โดยปกติผู้ใช้วิญญาณมักจะเตรียมวิธีรักษาตนเองเอาไว้ตลอดเวลา ใบไม้แห่งชีวิตคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ผู้ใช้วิญญาณที่เตร็ดเตร่อยู่ในโลกภายนอกจำเป็นต้องมีวิญญาณใบไม้แห่งชีวิตสำรองไว้หนึ่งหรือสองใบเสมอ
"หลังจากเด็ดใบไม้แห่งชีวิตออกมาจากโสมเก้าชีวิต ข้าสามารถใช้พลังวิญญาณเพื่อทำให้มันงอกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ดังนั้นโสมเก้าชีวิตจึงเปรียบได้กับเหมืองทองคำอันล้ำค่า มันคือธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ในโลกที่โหดร้ายใบนี้ผู้ใช้วิญญาณที่ออกไปปฏิบัติภารกิจมักได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจำเป็นต้องใช้ใบไม้แห่งชีวิต"
"ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดตงถูจึงถูกเรียกว่าผู้อาวุโสเงา กระทั่งหลังเกษียณ เขายังมีอิทธิพลต่อผู้ใช้วิญญาณหลายคน ทั้งหมดเป็นเพราะวิญญาณโสมเก้าชีวิต"
ผู้ใช้วิญญาณเกือบทุกคนต้องใช้ใบไม้แห่งชีวิต ขณะที่ตงถูขายใบไม้แห่งชีวิต ด้วยความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเขาจึงสามารถรักษาอิทธิพลเอาไว้จนถึงวันนี้
ฟางหยวนเข้าใจในที่สุด
"หากเป็นโลกมนุษย์ใบเดิม ด้วยการขัดผลประโยชน์ ข้ากับฟางเจิ้งคงถูกฆ่าไปแล้ว แต่ในโลกใบนี้สายสัมพันธ์ของตระกูลค่อยข้างเหนี่ยวแน่น ตงถูไม่สามารถทำเช่นนั้น แต่ดูเหมือนปัญหากำลังจะตามมา ลุงกับป้าย่อมไม่ปล่อยข้าไปง่ายๆ"
"อย่างไรก็ตามข้าบรรลุระดับสองแล้ว หากพวกเขาต้องการทำบางสิ่ง พวกเขายังต้องพิจารณาถึงกฎระเบียบของตระกูล ฮืม ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะทำสิ่งใด แสดงมันออกมา แต่ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำสิ่งใด ข้าก็จะตอบแทนพวกเจ้าอย่างสาสม"
ฟางหยวนเดินไปตามเส้นทางถนนพร้อมกับดวงตาที่ส่องประกาย
ลมหนาวพัดเข้าปะทะใบหน้าของเขา แม้มันจะห่างไกลจากฤดูใบไม้ผลิ แต่ฟางหยวนรู้สึกว่าฤดูใบไม้ผลิของเขามาถึงแล้ว