ตอนที่ 35 -- ออกเดินทาง
แปลโดย Mikky
Re: Master Magic - ย้อนเวลาเพื่อเป็นจ้าวแห่งจอมเวทย์
ตอนที่ 35 -- ออกเดินทาง
ผมว่ามันคงใจร้ายไปที่จะปล่อยให้มิลลี่ลอยคออยู่อย่างนั้นในขณะที่เธอกำลังหาพวกเราอย่างบ้าคลั่ง
(มิลลี่ บนนี้ พวกเราอยู่ข้างบนหลังคาของบาร์ด้านหน้าเธอ)
(เซฟ? นายไม่เป็นไรใช่มั้ย?)
(ยิ่งไปกว่านั้น หากเธอกำลังค้นหาพวกเรา เธอก็แค่เรียกพวกเราโดยใช้ข้อความกิลด์ก็ได้ใช่มั้ยล่ะ?)
(อ๊ะ นั่นก็จริงนะ ชั้นลืมไปซะสนิทเลย)
มันอาจเป็นเพราะว่าเธออยู่ในอาการเสียขวัญอยู่
อีกอย่างคือมิลลี่นั้นอาจไม่เคยติดต่อด้วยข้อความกิลด์
เมื่อคิดดูแล้ว เธอไม่เคยเป็นคนริเริ่มติดต่อผ่านข้อความกิลด์หาผมด้วยตัวเธอเองเลย
ผมหมายถึงแม้แต่ช่วงเวลาที่เธอไปเยี่ยมบ้านผมในเวลาที่เธอค้นหาผม หาเพียงเธอแค่ใช้ระบบข้อความกิลด์ เธอคงจะสามารถติดต่อกับผมได้
“โคล้ด เซฟ พวกนายไมเป็นไรนะ?!”
ในขณะที่เธอกำลังสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของพวกรา เธอก็ได้เทเลพอร์ตอย่างรวดเร็ว มาที่พวกเราอยู่ บนหลังคาของบาร์
เมื่อได้เห็นสภาพเสื้อผ้าที่ขาดเวิ่นและอิดโรยที่พวกเราเป็น สีหน้าของเธอได้เปลี่ยนไปทันที
“เธอไม่ต้องกังวลมากนักหรอก ผมไม่เป็นไร เพียงแค่ตรงเท้าที่ของผมแตกเท่านั้น”
“ผมด้วยฮะ ผมแค่เพียงมีรอยถูกฟันที่แขนและขวา นี่แล้วก็นั่น”
สีหน้ามิลลี่เปลี่ยนต่อไปเรื่อย ๆ
เธอดูเหมือนว่าเธอจะร้องไห้ออกมาทันที
เป็นงั้นเหรอ? พวกเราคงต้องดูแย่จริง ๆ สินะตอนนี้
เธออ้าแขนของเธอและวิ่งตรงมาที่พวกเราอย่างรวดเร็ว และเธอได้รวบไปที่คอของพวกเรา
ความอบอุ่นจากร่างกายเธอถูกส่งผ่านแขนของเธอและส่วนที่ของผมก็ได้มีเหงื่อออกมา
ผมรู้ว่าเธอกำลังสั่นเครือในขณะที่คว้าไปที่คอของพวกเราอย่างแน่นขนัด
ผมได้วางมือลงบนหัวมิลลี่และเริ่มที่จะถูอย่างค่อย ๆ และร่างกายเธก็เริ่มที่จะสันมากขึ้นไปกว่าแต่ก่อน
เธอค่อย ๆ เริ่มที่จะร้องให้ และเหมือนว่าโคล้ดได้รับอิทธิพลจากมิลลี่ เธอก็เริ่มที่จะร้องให้ออกมาพร้อมกัน
จริง ๆ เลยนะ ทั้งสองคน…..ผมว่ามันคงช่วยไม่ได้
สักพักผมเพียงจ้องไปที่ดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างเงียบ ๆ
หลายวันหลังจากเหตุการณ์นั้น ข่าวลือต่าง ๆ ได้แพร่กระจายเกี่ยวกับจออมเวทย์ที่ไปอาละวาด อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นสักครู่ข่าวลือเหล่านั้นก็ได้ตายลงโดยสิ้นเชิง
อาจเป็นเคนที่ได้ปกปิดเหตุการณ์นั้นเพื่อที่จะปกป้องความเชื่อของตัวเอง
ส่วนผมก็ส่งเครื่องประดับที่มีอยู่ให้แก่เจ้าของบาร์เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ นอกจากของที่ผมฝากเลเดียขายไว้ ตอนนี้ผมได้กลายเป็นคนถังแตกไปเรียบร้อยแล้ว
แม้กระนั้นผมก็ได้จัดการหลบเลี่ยงการต้องการตัวโดยสมาคมจอมเวทย์เพราะงั้นแล้วโดยรวมก็ไม่ถือว่ามันไม่ได้แย่มากจนเกินไป
นานมาแล้ว ผมก็เคยใช้บริการกับคำขอสังหารจากกิลด์จอมเวทย์ และนั่นคือเมื่อที่ผมได้พบวิธีที่น่าหวาดกลัวที่พวกเขาเป็น
หากเป็นไปได้ในรอบนี้ ผมคงไม่มีอะไรที่จะทำกับพวกเขา
…..อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากนิสัยของผมแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นไปไม่ได้
และเหมือนที่คาดได้คาดไว้ มันอาจเป็นความคิดที่ดีสำหรับที่จะกลุ่มหลบหนีจากเมืองนานามิในตอนนี้
เรื่องแบบนี้แน่นอนว่าคงจะเกิดอีกหลายครั้งในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคลิกประเภทผม
แม่ก็ยังอยู่ที่นี่ในเมืองนี้ และหากผมยังก้าวลงต่อไปในทางนี้ ผมกลัวว่าซักวันผมจะสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่เธอ
ไอเทมที่ผมได้ฝากกับเลเดียอาจขายได้ทุกเมื่อในไม่ช้า เพราะงั้นผมคิดว่าผมสามารถมีชีวิตด้วยจำนวนของเงินตอนนี้และจัดการที่จะเอาตัวรอดไปได้
จริง ๆ มันไม่ดีสำหรับผู้หญิงอย่างโคล้ดที่จะอาศัยในโรงแรมที่ทรุดโทรมอย่างนั้น
ผมคิดว่าเธอได้กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างมากยิ่งกว่าเมื่อตอนที่ผมได้เจอเธอครั้งแรก ผมมั่นใจว่าเธอจะสามารถที่จะได้รับที่อยู่ที่เหมาะสมในตอนนี้ที่เธอได้ตัดสัมพันธ์กับพี่ชายของเธอ
ผมก็ยังได้ลาออกจากโรงเรียน
โรงเรียนคือสิ่งที่มีทางเลือก และหากคุณมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของสังคม คุณสามารถจัดการทดสอบกับการประเมินค่าความสามารถของคุณหากได้ผ่านข้อสอบการจบการศึกษาพิเศษแล้วละก็มันเป็นไปได้ที่จะหยุดไปโรงเรียน
แน่นอนถึงแม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก
เว้นเสียแต่บางพวกอย่างเช่นกลุ่มพวกเราแล้วที่ถูกจัดเป็นพวกที่ “มีประโยชน์ต่อสังคม” มันไม่น่าเป็นไปได้สำหรับการอนุญาตที่จะได้รับให้ออกจากโรงเรียน
ด้วยจุดประสงค์นั้นที่อยู่ในใจ ทั้งผมและมิลลี่ก็สามารถที่จะผ่านการทดสอบนั้นโดยไม่มีปัญหาใด ๆ
ปัญหาคือการเกลี่ยกล่อมแม่
ตอนนี้แม่กำลังล้างจานอยู่ในครัว
เธอดูเหมือนอยู่ในอารมณ์ดีอย่างมาก บางทีผมไม่ควรทำลายอารมณ์ของเธอด้วยการบอกเธอเกี่ยวการตัดสินใจของผมที่จะจากไปตอนนี้?
ผมคิดว่ามันดีกว่าหากผมปล่อยไปจนพรุ่งนี้…….
เอ…ถ้าหากผมยังลังเลอย่างนี้ อะไรคือจุดประสงค์ของครั้งนี้ เราจะบอกแม่ตอนนี้ เอาล่ะ!
ไม่มีประโยชน์ในการยืดเยื้อไม่ว่ายังไงมันก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“แม่ครับ ผมขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย?”
“อะไรเหรอ?”
เมื่อผมเรียกไปยังแม่ เธอตอบกลับมาในขณะที่กำลังทำงานต่อไป
อุ…….โธ่เว้ย เริ่มเครียดจริง ๆ แล้วแฮะ
“ผมกำลังคิดว่าจะออกจากโรงเรียนแล้วไปเป็นนักผจญภัยอะครับ”
“……”
แม่ไม่ตอบอะไรกลับมาเลย
ผมเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะพูดอะไรเหมือนกัน
แต่ว่า ผมก็ได้ตัดสินใจแล้วที่จะไปแล้ว
“หากผมอยู่ที่นี่ต่อไป ผมกลัวว่าจะสร้างปัญหาอีกหลายอย่างให้กลับแม่….นั่นแหละทำไมผม…..ผมถึงได้…….”
“เซฟ”
ผมเริ่มสับสนและไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เมื่อแม่ได้ขัดจังหวะขึ้นอย่างอ่อนโยน
“แม่รู้ แม่ได้ตระหนักถึงมันเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าเซฟนั้นโตขึ้นมาก ผมแม้แต่เคยคิดว่าบางทีจริง ๆ แล้วลูกได้กลายเป็นผู้ใหญ่มากกว่าแม่ซะอีก แล้วแม้ถึงอย่างนั้น แม่ก็ติดว่าเซฟไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิด”
แม่หยุดล้างจานและยืนข้างหลังผมในขณะที่พูดอย่างรักใคร่
“มิลลี่จัง แล้วก็โคล้ดคุงก็ไปกับลูกด้วยใช่มั้ย?....แม่หวังว่าลูกจะไปด้วยกันกับพวกเธอ”
ผมได้นั่งลงที่เก้าอี้เมื่อจู่ ๆ แม่ได้กอดผมอย่างแน่น ความอบอุ่นนั้นจู่ ๆ ส่งผ่านตัวผมและดวงตาของผมเริ่มร้อนขึ้น
เวรเอ้ย อดทนไว้สิ
ผมเริ่มน่าสมเพชเป็นอย่างมาก
“อย่างไรก็ตาม แม่มีสองสิ่งที่อยากจะพูดกับลูก แม่ไม่เคยคิดแม้แต่วิเดียวเลยว่าลูกเป็นภาระของแม่ ลูกสามารถพึ่งพาแม่ได้เสมอม่ว่าเรื่องไรก็ตาม”
น้ำตาที่ถูกกักไว้ที่ขอบตาเริ่มที่ไหลลงตามแก้ม
เธอมักเป็นอย่างนี้เสมอ
แม่มักจะเข้าใจทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับผม แม้อย่างงั้นเธอก็ยังเปิดทั้งใจยอมรับข้อพร่องทั้งหมดและเปิดโอกาสให้
“และอีกสิ่งหนึ่ง”
นี่มันไม่ดีเลย หากยังพูดต่อไปอย่างนี้ ผมคงไม่สามารถรับประกันได้ว่าผมจะไม่สามารถหยุดแยกจากไปได้
สุดท้ายผมคงจะร้องไห้อย่างน่าเวทนา
โธ่เว้ย โปรดหยุดทีเถอะไอ้น้ำตาบ้า
“ทำให้แน่ใจว่าต้องเรียกแม่เมื่อลูกแต่งงานกับมิลลี่จัง”
…………….หา?
เมื่อผมหันไปยังทางของแม่ แม่มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ผมไม่มีความเห็นโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่แม่พูด
“……แม่ครับ มิลลี่กับผมไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรอย่างนั้นซักหน่อย…..รู้มั้ย?”
“เอ๊ะ? ไม่ใช่เหรอ? อย่าบอกนะว่าลูกยืนมือไปยุ่งกับเด็กสาวคนอื่นด้วย?”
“ไม่ใช่อย่างแน่นอน”
โอ้ววว……เพียงแค่ตอนผมคิดว่าแม่เข้าใจทุกสิ่งเกี่ยวกับผม มันรู้สึกเหมือนเธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวผมในเวลาดียวกัน
น้ำตาที่ได้ไหลลงบนหน้าผมเมื่อนาทีก่อนได้เหือดแห้งสนิท
ประการแรก แม่พยายามที่จะบอกอะไรกับเด็กอายุสิบขวบอย่างผม?
คืนนั้นผมไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังห้องของตัวเอง และแม่ก็เริ่มถามคำถามทุกประเภทเกี่ยวกับเด็กสาวอย่างไม่ลดละ แต่ผมก็ได้จัดการตอบไปทั้งหมดอย่างเหมาะสม
การเตรียมตัวหลายวันก่อนออกเดินทางเป็นสิ่งที่ยุ่งยากจริง ๆ
โดยแท้จริง
------และในระหว่างเช้าของการเดินทาง
“เอาล่ะ เอ่อคุณป้าค่ะ พวกเราไปก่อนนะค่ะ”
ผมได้เตรียมเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้วสำหรับการเดินทาง และมิลลี่ก็ได้มาที่บ้านเพื่อมารับผม
ทั้งผมและมิลลี่แทบจะไม่ได้ถือกระเป๋าเดินทางอะไรไปเลย
ในตอนนี้พวกเราต้องการที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองเบรุต้า และหลังจากได้สถานที่ปลอดภัยที่จะอาศัยแล้ว พวกเราจะกลับไปเอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่
“มิลลี่จัง มานี่ซักแปปสิจ๊ะ”
[ค่ะ?]
แม่เรียกมิลลี่ และกระซิบบางอะไรบางอย่าง
ผมพนันได้เลยว่าเธอกำลังกระซิบสิ่งที่เหลวไหลเหมือนที่เคย
ให้ตายสิ อะไรเนี่ยเธอเป็นผู้ปกครองที่ชอบจุ้นซะจริง
ผมถอนหายใจ ในขณะที่ผมรอให้มิลลี่วิ่งมาหาผม
“ขอโทษที่ให้รอ”
“แม่พูดอะไรกับเธอเหรอ?”
“เธอไม่ต้องการให้เซฟรู้ และนอกจากนี้เธอบอกชั้นว่าให้เก็บเป็นความลับ”
มิลลี่หัวเราะคิกคัก
ดีมาก! อะไรกันเนี่ยเป็นผู้ปกครองที่สร้างความหนักใจให้ซะจริง
พวกเราเริ่มเดินบนฟุตบาทมุ่งไปยังทางออกเมือง
นี่มันจะจบแล้วสินะ?
แม้แต่มิลลี่ที่ปกติพูดมากอย่างสุดเหวี่ยงจนถึงจุดที่เริ่มน่ารำคาญ วันนี้เงียบมากเหมือนว่าเธอกำลังคิดเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง
ด้วยเหตุผลบางอย่างผมรู้สึกไม่สบายใจ
“บอกผมหน่อยว่าโคล้ดกำลังรอพวกเราที่ประตูใช่มั้ย?”
“อืม เธอบอกว่ามันอยู่ใกล้เธอ”
พวกเราเริ่มเดินไปอย่างเงียบ ๆ อีกครั้ง
พวกเราผ่านย่านการค้าและมุ่งไปยังสวนสาธารณะ พวกเราเกือบจะถึงทางออกแล้ว
ในขณะที่มิลลี่ได้เข้าใกล้ทางออกของเมือง เธอกลายเป็นว่ากระสับกระส่ายยิ่งขึ้น
…………..จริง ๆ แล้ว แม่พูดอะไรกับเธอกันแน่?
“อ๊ะะะะะะ! ชั้นลือของบางอย่างอะ!”
“อา งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นผมจะไปรอตรงนั้นกับโคล้ดนะ มิลลี่ควรไปเอา……”
เพียงแค่เมื่อผมเกือบจะพูดจบประโยค จู่ ๆ มิลลี่คว้าแขนผมและเริ่มที่จะวิ่ง
“มิ…มิลลี่”
“ของมันหนักมาก เซฟควรมาช่วยชั้น”
ถ้าอย่างนั้น มันจะไม่ดีกว่าเหรอหากพวกเราได้โคล้ดมาช่วยพวกเราด้วย?.......ขณะที่ผมจะพูดอะไรอย่างนั้น เธอดันตัวเธอและกอดแขนผมไว้ ร่างกายเธอกดลงตัวผมแน่นขึ้น
ผมสามารถรู้สึกได้ถึงสิ่งเล็ก ๆ ที่นูนออกมากดกับแขนผมและแขนเรียวบางของค่อนข้างเหมาะพอดีในร่องเล็ก ๆ ของหน้าอกที่กำลังโตของเธอ
เธอต้องได้ตระหนักถึงสิ่งที่เธอกำลังทำ ใบหน้าของมิลลี่กำลังเขินอายจนแดงขึ้นมาเล็กน้อย
นี่คือสิ่งที่แม่กระซิบบอก?
“……เข้าใจแล้ว ดูสิพวกเราควรรีบ ๆ เอาของนั้น อีกอย่างพวกเราจะทำให้โคล้ดรอนานเกินไปแล้ว ใช่มั้ยล่ะ?”
“นะ…นั่นก็ใช่!งั้นรีบไปกันเถอะ!”
ขณะที่พูดอย่างนั้น มิลลี่ดันตัวเธอไปที่แขนของผมแรงมากขึ้นและเริ่มที่จะเดินช้าลง
ลงท้ายใช้เวลาไปสองเท่ามากกว่าที่ควรจะเป็น และในเวลาที่เราไปถึงที่ประตู โคล้ดที่รอพวกเราอยู่สุดท้ายแล้วก็ผลอยหลับไป
ผมขอโทษด้วยนะโคล้ด
==========
ติดตามข่าวสารและตอนใหม่ๆได้ก่อนใครที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/