บทที่ 2 สองสนม
Monologue ของหมอยา (Kusuriya no Hitorigoto)
ลงวันละตอนนะครับ ติดตามเพิ่มเติมได้ที่
แฟนเพจ : https://www.facebook.com/karbikon/
.
.
“อา เป็นอย่างนั้นสินะ” “ใช่เลย เห็นว่ามีหมอเข้าไปด้วยนะ”
ระหว่างที่กำลังจิบซุบ เหมาเหมาก็เงี่ยหูฟัง โรงอาหารที่มีคนใช้กำลังกินอาหารเช้ากันอยู่ นั่นก็คือซุปและซีเรียล
คนใช้ที่นั่งอยู่เยื้องๆ กับเธอซุบซิบกันอย่างไม่หยุดหย่อน ถึงแม้ทำหน้าเวทนา แต่กลับมีความสอดรู้สอดเห็นออกมาจากในตาของเธอ
“ทั้งตำหนักเกียคุโยก็ด้วย ตำหนักริฟาก็ด้วย” “โห ทั้งสองคนเลยเหรอ เพิ่งจะสองขวบครึ่งกับสามเดือนเองนี่” “นั่นสิๆ ต้องเป็นคำสาบแน่ๆ เลยเนอะ”
ชื่อที่พูดมาเมื่อกี้คือพระสนมที่จักรพรรดิโปรดปราน และสองขวบครึ่งและสามเดือนที่ว่าคืออายุของทารกที่เพิ่งเกิดมา
ข่าวลือกระจายไปในวังหลวง เกี่ยวกับนางสนมของจักรพรรดิและลูกหลานของพวกนางที่แพร่กระจายไปทั่ว เหมือนน้ำร้อนที่เดือดพร่าน
“นั่นสินะ มันคงไม่มีเหตุผลไปมากกว่าตี้หรอกที่ทั้งสามจะสิ้นไปแบบนี้”
คนที่สิ้นไปคือทารกของนางสนมด้วย ถ้าจะให้ว่าก็คือ นี่คือเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรของจักรพรรดิที่จะถูกเลือกให้เป็นรัชทายาท คือจักรพรรดิจะต้องเป็นราชมกุฎก่อนแล้วค่อยกลายเป็นจักรพรรดิ แต่ทั้งหมดนี้สิ้นชีวิตไปตั้งแต่ยังเป็นทารก จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าอัตราการตายของมารกมีมสก คือมีเด็กสามคนจากชนชั้นสูงตายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก แต่ตอนนี้ มีแค่เกียคุโยและลูกของริฟาเท่านั้นที่อยู่รอด
(ยาพิษหรือเปล่านะ?)
เหมาเหมาพบข้อสรุปหลายประการในขณะที่กำลังถือน้ำร้อนอยู่ ตอนนี้มีองค์หญิงสิ้นไปสองในเด็กสามคนด้วยสิ ทั้งๆ ที่มีแค่เด็กผู้ชายเท่านั้นที่จะเป็นรัชทายาทได้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะฆ่าองค์หญิงเลย
สาวใช้ทั้งสองที่นั่งอยู่หน้าเธอยังคงคุยกันต่อเรื่องคำสาบและมหันตภัยโดยที่ไม่ขยับตะเกียบของพวกเธอเลย
(ไม่มีคำสาบพวกนั้นหรอก)
ตลก ในยุคที่มีกฎหมายว่าหากสาบแช่งจะมีโทษถึงประหารทั้งบาง แลความคิดของเหมาเหมาก็คงดูจะนอกรีตไปเสียหน่อย อย่างไรก็ตาม เหมาเหมาก็พอมีความรู้ที่จะสันนิษฐานความรู้ที่เธอมีอยู่บ้าง
(ป่วยแบบไหนกันนะ? พันธุกรรมหรือเปล่า? คนเหล่านั้นตายได้ยังไงกันนะ?)
จากนั้นจากสาวใช้ที่เงียบไร้สังคมก็คุยกับสาวใช้ขี้คุย
ความเสียดายที่เสียให้กับความสงสัยเกิดขึ้นในเวลาต่อมา
“ไม่ค่อยรู้ลายละเอียดหรอกนะ แต่มันแย่ลงเรื่อยๆ เลยล่ะ”
เชารัน สาวใช้พูดมากคุยกับเหมาเหมาที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เลยคุยเกี่ยวกับข่าวลือให้ฟัง
“ฉันว่าท่านลิฟาคงอาการแย่ลงเรื่อยๆ อีกละ เพราะหมอหลวงมาดูเธอบ่อยขึ้นอักแล้ว”
เธอพูดขณะเช็ดบานหน้าต่างด้วยผ่าเช็ดฝุ่น
“ท่านริฟาก็ป่วยด้วยงั้นเหรอ” “ใช่ ทั้งแม่ลูกเลยละ”
ความจริงที่ว่าหมอมาหาพระสนมริฟาบ่อยขึ้นบอกได้ว่ามงกุฎรัชกุมารจะต้องอาการแย่ลงอีกแน่ๆ ลูกของสนมโกเคียคุนั้นเป็นเจ้าหญิง ถึงแม้จักรพรรดิจะโปรดปรานสนมเกียคุโยมากกว่า แต่เพศของลูกก็สำคัญกว่า
“ไม่ค่อยรู้ลายลายละเอียดนักหรอกนะ แต่ได้ยินมาว่ามันเป็นแบบ ปวดหัด ปวดท้อง และก็อาเจียนน่ะ”
เชารันไปทำงานต่อไปหลังจากพอใจที่ได้พูดทุกเรื่องที่เธอรู้เรียบร้อยแล้ว
เหมาเหมาให้ชาชะเอมแก่เชารันเป็นการขอบคุณ ชานี้คือชาที่ปลูกที่มุมของวัง มันมีสรรพคุณที่ดีมากแต่ค่อนข้างหวาน คนใช้ที่ไม่ค่อยได้กินหวานจะรู้สึกดีมากๆจากสิ่งนั้น
(ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน…)
หลังจากที่ขบคิดแล้วกสรุปไม่ได้อยู่ดี ลูกจะคิดคำตอบจากการสันนิษฐานอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องลองไปดูของจริงด้วย คือสิ่งพ่อเธอได้พูดอยู่เป็นประจำ
(ฉันคงต้องลองเข้าไปดูแล้วหละ)
เหมาเหมาตัดสินใจแล้วว่าจะทำให้งานเสร็จให้เร็วที่สุด
ขนาดของพระราชวังภายในนั้น ถ้าเอามารวมกันทั้งหมด ค่อนข้างใหญ่มาก ตามปกติแล้ว มีนางสนมมั้งหมดสองพันคน และขันธีอีกกว่าห้าพันคน ถึงแม้ว่าครใช้อย่างเหมาเหมาจะถูกรวมเข้าไปห้องใหญ่ๆ ที่แบ่งเป็นสิบกลุ่ม พระสนมชั้นล่างจะมีห้องของตัวเอง พระสนมชั้นกลางจะมีอาคารเป็นของตัวเองและพระสนมชั้นสูงจะมีวังเป็นของตัวเอง ที่ใหญ่กว่าเมืองหนึ่งเสียอีก ประกอบไปด้วยห้องอาหารและสวน
ดังนั้น เหมาเหมาไม่สามารถละออกไปงานของเธอในฝั่งตะวันออกได้ แล้วเธอก็ไม่มีเวลาว่างด้วย เธอจะสามารถละออกจากงานได้ก็ต่อเมื่อถูกเรียกให้ไปทำงานเท่านั้น
(ถ้าไม่มีงาน ก็ลองสร้างขึ้นมาเองก็แล้วกัน)
เหมาเหมาคุยกับคนทำงานวังหลวงที่ถือตะกร้าผ้าอยู่ ตะกร้าผ้านี้มีผ้าไหมคุณภาพยอดเยี่ยมอยู่และจะต้องเอาไปซักที่สระน้ำทางตะวันตกเท่านั้น ถ้าซักที่ตะวันออกจะมีอันตราย ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพน้ำหรือคุณภาพคนที่ซัก
ถีงแม้เหมาเหมารู้ความแตกต่างของการแตกแดดที่จะทำลายคุณภาพของไหม แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่เธอควรจะพูด
“ฉันอยากจะเห็นขันธีที่สวยที่บอกว่าอยู่กลางน่ะ”
หังจากที่คุยเกี่ยวกับอะไรสักอย่างที่ได้ยินมาอย่างไม่ได้ตั้งใจจากเชารัน เหมาเหมาเลยเอาออกอ้างด้วยเลย นี่คือสิ่งกระตุ้นความรักเล็กๆ น้อยๆ ขันธีก็ยังสามารถเป็นเป้าหมายสำหรับแรงขับเคลื่อนได้ หลังจากหญิงที่ทำงานในวังลาออกไปแล้ว บางคนก็ลาออกไปแล้ว ก็กลายมาเป็นภรรยาของขันธีซะงั้น แปลว่าพวกเขาก็ยังมีสิ่งที่ดึงดูดผู้หญิงอยู่นั่นแหลว่าแล้วก็คอพับเลย
(สงสัยจังว่าฉันจะกลายเป็นแบบนั้นหรือเปล่านะ?)
เหมาเหมาคิดในใจแล้วก็กอดอก
หลังจากนำตะกร้าผ้าไปส่งอย่างรวดเร็วแล้ว มองไปยังอาคารสีแดงที่อยู่ตรงกลาง ช่างเป็นสถานที่ที่ดูละเอียดปรานีตกว่าอาคารฝั่งตะวันออก
แต่ตอนนี้แม่ของมงกุฎรัชกุมาร ,พระสนมลิฟา อยู่ในห้องใหญ่สุดในส่วนในขแงราบวัง ระหว่างที่จักรพรรดิยังไม่มีมเหสี จะพูดก็ได้ว่าพระสนมลิฟาทซึ่งเป็นพระมเหสีคนเดียวที่มีลูกชายจึงเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุด
ในสถานที่แบบนี้ เธอไม่ได้เห็นว่ามันต่างจากเมืองมากเท่าไหร่
มีผู้หญิงที่คลุ้มครั้ง ผู้หญิงที่ถูกจิกหัวด้วยความอับอาย ผู้หญิงที่วุ่นวายและชายที่พยายามจะไกล่เกลี่ย
(ไม่ต่างอะไรจากหอโคมแดงเลยนี่)
เหมาเหมาเข้าร่วมการสังเกตการณ์ด้วยซึ่งเป็นพวกที่สาม ด้วยความใจเย็น
ผู้หญิงที่คลุ้มครั้งอยู่นี้คือคนที่มีอิทธิพลที่สุดในวังในแล้ว คนที่ถูกจิกหัวคือคนที่มีอิทธิพลรองลงมา ผู้หญิงที่กำลังวุ่นวายคือคนใช้ของพวกนาง คนที่พยายามเกลี่ยไกลคือหมอที่ไม่ใช่ผู้ชายอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่เธอคาดเดาจากเสียงซุบซิบรอบข้าง
“มันเป็นความผิดของแก เพราะแกให้กำเนิดลูกสาวไงละ แกเลยสาปทารกชายใช่ไหมละ”
หน้าสวยๆ ของเธอที่บิดเบี้ยวไปกับบางอย่างน่ากลัว หน้าตาของเธอที่ดูเหมือนปีศาจ ผิวขาวซีด เหมือนผี กับหน้าสวยๆ ที่ถูกดึงแก้ม
“เธอก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เชารินเจอคล้ายกันน่ะแหละ”
ผู้หญิงผมแดงตอบอย่างเย็นชา นางสนมเกียคุโยหน้าตาอย่างตะวันตกมองไปยังหน้าของหมอ
“ถ้าจะพูดแบบนั้น ฉันของดูอาหารของลูกแกหน่อยสิ”
ถึงแม้ว่าหมอจะทำต้วเหมือนผู้ไกล่เกลี่ย แต่จริงๆ แล้วดูเหมือนเขาจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการทะเลาะกันมากกว่า หมอเพิ่งจะเจอมงกุฎรัชกุมารเ แต่ดูเหมือนเธอจะประท้วงที่เขาไม่ไปดูลูกสาวของเธอ
เหมาเหมาไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่หรอก แต่ยังไงทารกชายก็ต้องมาก่อนตามโครงสร้างของพระราชวังแห่งนี้ ดูหน้าหมอแล้ว เขาทำหน้าแบบไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน
(เป็ดนั่นโง่ชะมัด)
เพราะเขาไม่ได้รู้เลยว่าพระสนมอยู่ใกล้กับเขามากๆ เลย ไม่สิ เขาไม่ได้รู้เรื่องนี้ก่อนหน้านี้เลยเหรอ
ความตายของทารก ปวดหัว ปวดท้อง อาเจียน ผิวซีดๆ ของริฟา ร่างกายที่ไม่ค่อยมั่นคง
เหมาเหมาเดินออกจากพื้นที่วุ่นวายและพึมพำกับตัวเองว่า
(จะใช้อะไรเขียนดีนะ?)
แต่เธอก็ไม่ได้สังเกตคนที่เดินผ่านเธอไปเลย