ตอนที่ 106 วุ่นวาย
ด้วยพลังกายและระดับการบ่มเพาะที่ต่างกัน ส่งผลให้แขนของฉางหยางปวดร้าวระบม กระดูกบางส่วนแตกเสียหาย ทว่าเขาก็ได้รับการหนุนเสริมจากความต่างระดับของเคล็ดวิชา จึงทำให้พลังทำลายถูกหักล้างไปหลายส่วนเหมือนกัน
แต่ชายชราฮุ่ยจิวเมิงกลับต้องมีสีหน้าที่ตกตะลึง เนื่องด้วยระดับการบ่มเพาะห่างชั้นกันขนาดนี้ ไอ้หนูผู้นี้ยังไม่ค่อยบาดเจ็บจากเคล็ดวิชาของเขาเท่าไหร่เลย แม้จะเป็นแบบนั้นเขาเองก็ไม่ได้บาดเจ็บจากการปะทะเมื่อครู่เช่นกัน
ฉางหยางยืนมองชายชราฮุ่ยเจียอย่างเจ็บแค้น หากเขารีบสังหารฮุ่ยเจียตั้งแต่ตอนแข่งซะคงไม่ต้องมาถูกขัดขวางอยู่แบบนี้
อย่างไรก็ตามพลังลมปราณที่เหลืออยู่ก็ไม่มีแล้ว เพราะตั้งแต่เขาลองใช้ม่านพลังของชุดจอมยุทธลึกลับอันนี้ ก็ทำให้พลังลมปราณหายไปตั้งหกส่วน และเขาเองก็ยังไม่ได้กินเม็ดยาฟื้นฟูพลังลมปราณเลย
ซึ่งในความคิดของเขาก็ไม่ได้หวังว่าจะมาเจอศัตรูคู่แค้นเร็วแบบนี้ ทั้งรูปร่าง หน้าตา เขาไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้งเดียว แต่ก็พอจำได้ว่าสองคนนี้เป็นศิษย์นิกายเพลิงผลาญ
จนกระทั่งเขาได้ยินนามนั้นอีกครั้ง เลยต้องทำให้เขาต้องลงแข่งประลองเพื่อสังหารมันให้ได้ และตอนนี้พลังลมปราณของเขาก็ได้หมดเกลี้ยง คงต้องได้แต่หวังพึ่งเฉินตี้อย่างเดียวเท่านั้นแล้ว
“ฝุ่บ ฝุ่บ ฝุ่บ”
ด้วยการกระโดดต่อเนื่องสามครั้ง มันก็ทำให้เขาออกห่างจากชายชราฮุ่ยจิวเมิงพอสมควร สายตาจ้องมองฮุ่ยเจียก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าออกจากลานประลอง
บนท้องฟ้าเฉินตี้รวมพลังลมปราณอย่างมหาศาล ลูกไฟสีทองขนาดสองเมตรถูกสร้างขึ้นมาภายพริบตา และยิ่งออกไปอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างนั้นฉือเทียนเห็นไอ้หนูผู้โอหังกำลังหนีหัวซุกหัวซุน เขายกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้น แล้วร่างพุ่งทะยานตามติดไปหวังจะสังหารมันด้วยมือคู่นี้
“คิดว่าแกจะหนีรอดรึ”
“ตูม ตูม ตูม....”
แรงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องต้องทำให้ฉือเทียนหยุดชะงักร่างชั่วครู่ เขารีบหันหน้าไปมองชายชราฮุ่ยจิวเมิง และเห็นว่ากำลังใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนไหวหลบเลี่ยงลูกไฟสีทองอยู่
ในมือข้างซ้ายของเขาแบกร่างของบุตรหลานของตนอยู่ แต่ว่ามือขวาของเขากลับขาดสะบั้นจนถึงหัวไหล่ มันก็ยิ่งทำให้ฉือเทียนตกใจเล็กน้อย
“แขนขวาของเขาหายไปไหน”
เขารีบเบือนหน้ากลับมาก่อนจะอ้อมลานประลอง เพื่อหลบเลี่ยงเปลวเพลิงสีทองอันร้อนระอุ
เหตุการณ์ในลานประลองตอนนี้ต่างก็ชุลมุนวุ่นวายไปหมด เหล่าผู้ฝึกวรยุทธพากันกระโดดออกจากที่นั่งของตนด้วยความตกใจ บางคนเคยเห็นสัตว์อสูรตัวนี้มาก่อนแล้ว
และก็เข้าใจดีว่าพลังของมันนั้นยากจะหยั่งถึงยิ่งนัก และอาจเป็นไปได้ว่าเปลวเพลิงสีทองที่ลุกไหม้อยู่ในเขตแดนโบราณพฤกษาเขียวขจีก็ต้องเป็นฝีมือของสัตว์อสูรสีทองตัวเดียวกันแน่
“หนีเร็ว!”
“ข้าจำมันได้แล้ว ไอ้สัตว์อสูรตัวนี้มันต้องเป็นตัวเดียวกับที่ทำลายป่านิรันดร์แน่นอน ทั้งพลัง และรูปร่างมันก็คล้ายกันซะขนาดนั้น แล้วนี่มันบ้าอะไรกันทำไมมันถึงยิงใสผู้คนแบบนั้น”
เม็ดเหงื่อต่างก็เริ่มไหลออกมา สีหน้าของพวกแปรเปลี่ยนเป็นดูปั้นยาก เมื่อเห็นสัตว์อสูรสีทองลึกลับไล่ยิงลูกไฟขนาดสองเมตรไปยังที่นั่งของผู้ชม
แต่เมื่อพวกเขาสังเกตมันดีๆ ก็เข้าใจทันทีว่าลูกไฟสีทองพวกนี้ มุ่งเป้าไปหาชายชราฮุ่ยจิวเมิงอย่างเดียว แถมยังยิงอย่างไม่ลดละเลย
“มันบ้าไปแล้ว”
“พวกเราถอยก่อนเถอะ! ถ้าหากโดนลูกไฟอันนั้นเข้าไป ข้าว่าไม่รอดแน่ๆ”
เหล่าผู้ฝึกวรยุทธเริ่มแตกกระจายออกคนละทิศคนละทาง ไม่เว้นแต่หลวนเฟยที่รีบตามฉางหยางไป เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมสหายผู้นี้ถึงลงแข่ง ต้องเป็นเพราะมีสาเหตุบางอย่างแน่ ถึงได้ให้เฉินตี้ไล่ยิงลูกไฟใส่ผู้เยาว์นามฮุ่ยเจียขนาดนั้น
“ฮุ่ยเจียรึ? ทำไมฉางหยางถึงมีความแค้นกับศิษย์นิกายเพลิงผลาญได้ ข้าเคยได้ยินมาจากหลางหลู่เออร์ว่าฉางหยางไม่มีครอบครัวแม้แต่คนเดียว แต่รู้สึกว่าเขาได้กล่าวบางอย่างตอนกำลังประลองกับฮุ่ยเจียนะ” หลวนเฟยครุ่นคิดอย่างหนัก แต่ร่างที่เต็มไปด้วยไขมันก็ไม่หยุดตามสหายของเขาไป
ภายในเวลาไม่นานฉือเทียนก็ตามฉางหยางมาทัน ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก พร้อมกล่าวด้วยเสียงอันเย็นเยียบ
“แกไม่รอดแน่ไอ้หนู”
ฉางหยางรีบเร่งความเร็วขึ้น เขาคิดไว้แล้วว่าประมุขนิกายเพลิงผลาญฉือเทียนต้องตามมาสังหารเขาแน่นอน แต่ที่แปลกก็คือทำไมเขาถึงมาคนเดียว ทั้งที่ใช้หลายคนปิดทางหนีของเขาก็สิ้นเรื่องแล้ว
“ฮึ! คิดจะสังหารข้ารึ มันไม่ง่ายนักหรอก”
เสียงอันเยาะเย้ยดังก้องสะท้อนในรูหูของฉือเทียนไปทั่ว สีหน้าจากที่เคยยิ้มเริ่มนิ่งสงบเยือกเย็น พลังลมปราณโคจรไหลไปรวมอยู่ที่มือขวาจนออร่าสีแดงปรากฏออกมา
“ตายซะไอ้หนู”
“พรึบบ”
พริบตาร่างของฉือเทียนปรากฏดักหน้าฉางหยาง มือที่อัดไปด้วยพลังลมปราณ ฟันลงมาอย่างรวดเร็วหวังจะให้ร่างแยกออกเป็นสองซีกภายในอึดใจ
ฉางหยางเบี่ยงตัวไปทางขวาเล็กน้อย แล้วใช้ขาซ้ายดีดตัวออกไปเพื่อหลบกระบวนท่าสังหาร
“ตูม”
มือของฉือเทียนพลาดเป้าเข้ากระแทกกับพื้นจนเกินเป็นหลุมกว้างขึ้นมา เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าปฏิกิริยาตอบโต้ของไอ้หนูนี้มันจะว่องไว จนขนาดหลบการโจมตีผู้ฝึกวรยุทธปราณก่อเกิดได้ นี่มันยิ่งทำให้เขาปล่อยให้มันรอดไปไม่ได้แล้ว
ทางด้านของเฉินตี้ เมื่อเห็นว่าไม่สามารถสังหารเป้าหมายที่เจ้านายได้มอบไว้ให้ แถมตอนนี้ยังสัมผัสได้ว่าเจ้านายของตนเริ่มวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆแล้ว จึงทำให้มันรีบหันหลังกลับแล้วมุ่งหน้ารีบตามไป
หลางหลู่เออร์และหลิ่งซูก็มุ่งหน้าตามฉางหยางไปเหมือนกัน พวกนางต่างก็รู้สึกเป็นห่วงเขามาก อีกเพียงนิดเดียวก็จะได้เจอกันแล้วแท้ๆ แต่ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ด้วย
ความรู้สึกโหยหาผลักดันให้ร่างของพวกนางเร่งตามอย่างไม่ลดละ สีหน้าก็เริ่มไม่สู้ดีนัก เพราะพวกนางได้เห็นประมุขฉือเทียนจ้องจะสังหารฉางหยางอยู่รอมร่อ แล้วจะทำให้พวกนางรอช้าได้อย่างไร
“นั้นลูกจะไปไหน”
เสียงอันสงสัยของผู้นำตระกูลทั้งสองถูกขานขึ้นพร้อมกัน เมื่อได้เห็นบุตรสาวของตนหายเข้าไปในฝูงชน สีหน้าของทั้งสองเริ่มกังวลเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสั่งผู้ฝึกวรยุทธในตระกูลคอยตามคุ้มกัน
แต่หลางชิงเหอเขาเข้าใจอยู่แล้ว ว่าบุตรสาวของตนต้องตามไอ้หนูนั้นไปแน่ และนางเองก็ไม่เคยฟังเขาเลยตั้งแต่ยังเล็ก จึงทำให้เขาไม่ได้ห้ามเอาไว้
“เฮ้อ!”
เสียงถอนหายใจอย่างหดหูดังขึ้น เขาทอดสายตามองไปยังชายชราฮุ่ยจิวเมิงด้วยความแปลกใจ ที่แขนขวาของเขาขาดหายไปจนถึงหัวไหล่
“นั้นมันอะไร แขนขวาของเขาหายไปไหน”
ไม่เพียงแต่หลางชิงเหอเท่านั้นสงสัย เหล่าผู้ฝึกวรยุทธมากมายก็มึนงงเหมือนกัน พวกเห็นได้ชัดเจนว่าระหว่างปะทะกับเด็กหนุ่มปริศนาแขนของเขายังอยู่ดีเลย และด้วยระดับการบ่มเพาะที่สูงกว่า ย่อมไม่มีทางได้รับบาดเจ็บเป็นแน่
อย่างไรก็ตามยังมีช่วงหนึ่งที่พวกเขาไม่อาจเห็นชายชราฮุ่ยจิวเมิงได้ เนื่องด้วยสัตว์สีทองลึกลับยิงลูกไฟมามายจนแรงระเบิดบดบังทัศนวิสัยไปหมด เลยทำให้พวกเขาไม่เห็นในช่วงนั้น
หลังจากที่สัตว์อสูรสีทองลึกลับบินหนีไปแล้ว ชายชราฮุ่ยจิวเมิงก็นั่งลงอย่างเหนื่อยหอบ เขาต้องใช่เคล็ดวิชาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็เพื่อหลบลูกไฟสีทองพวกนั้น
ถ้าหากเขาไม่ใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนไหวออกไป แรงระเบิดก็จะสร้างความเสียหายให้กับเขาและเจียเอ๋อเช่นกัน
“บัดซบ! นั้นมันเปลวเพลิงอะไรกันแน่”
สีหน้าอันซีดขาวหันมองไปยังไหล่ขวาด้วยความตื่นตระหนก เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีสิ่งที่น่าหวาดหวั่นแบบนี้อยู่ในโลกแห่งนี้ด้วย
เปลวเพลิงสีทองอันแปลกประหลาด มันได้แผดเผาแขนของเขาอย่างต่อเนื่อง พลังลมปราณชั้นก่อเกิดก็ไม่สามารถทำให้มันดับลงได้ จนกระทั่งเขาได้ตัดสินใจตัดแขนของตนทิ้ง เพราะถ้าหากปล่อยไว้แบบนี้ มันจะต้องลุกลามไปทั่วร่างจนสามารถสังหารเข้าได้แน่
“ขนาดร่างกายผู้ฝึกวรยุทธปราณก่อเกิดมันยังสามารถแผดเผาทำลายได้ถึงขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นร่างของผู้ฝึกปราณบรรจบละ มันคงแผดเผาผู้นั้นภายในเวลาไม่นานแน่”
แววตาอันเจ็บแค้นของฮุ่ยเจียมองไปยังปู่ของตน มันเป็นแบบนี้อย่างไร เปลวเพลิงสีทองอันนั้นมันคืออะไรกันแน่
ทั้งพลังเผาทำลาย ทั้งไม่สามารถดับลงได้ มันเหมือนกับว่าเป็นเทพแห่งการทำลายล้างก็มิปาน และถ้าหากเขาโดนมันเข้าไปละก็แทบไม่อยากคิดสภาพเลย
“ท่านปู่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม แขนของท่านมัน..”
“เจ้าไม่ต้องกล่าวแล้ว ตอนนี้ช่างมันไปก่อน”
ชายชราลอบคิดหนักอยู่ภายใน เขาไม่เข้าใจว่าทำบุตรหลานของเขาถึงไปมีความแค้นกับผู้ฝึกวรยุทธที่น่ากลัวขนาดนี้ และหากวันใดวรยุทธของไอ้หนูนั้นกล้าแกร่งขึ้นมา เมื่อถึงตอนนั้นแม้แต่อาณาจักรชินแห่งนี้ก็จะอยู่ใต้แทบเท้าของมันเป็นแน่
“เอาล่ะ ปู่จะพาเจ้าไปรักษาอาการบาดเจ็บก่อน”
ทั้งสองรีบมุ่งหน้ากลับที่พักนิกายเพลิงผลาญทันใด จนเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นภายในลานประลอง.......